ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 618/2543

หลักกฎหมาย

การที่จะเรียกอากรขาเข้าเพิ่มอีกร้อยละยี่สิบตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 112 ตรี นั้น มีได้เฉพาะสองกรณีคือ กรณีมิได้ชำระเงินอากรครบถ้วนตามมาตรา 112 ทวิ ซึ่งสืบเนื่องจากการวางประกันค่าอากรตาม มาตรา 112ประการหนึ่ง กับกรณีมิได้ปฏิบัติตามระเบียบหรือเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 40หรือ 45 อีกประการหนึ่ง ซึ่งข้อความในตอนแรกของมาตรา 112 ตรี มีลักษณะเชื่อมโยงกับมาตรา 112 ทวิ และมาตรา 112 จึงเห็นได้ชัดเจนว่ามาตรา 112 ตรี ตอนแรกใช้บังคับเฉพาะกรณีตามมาตรา 112 ทวิเท่านั้น ไม่อาจนำไปใช้ในกรณีทั่ว ๆ ไป หรือในกรณีของมาตรา 19 ตรี ซึ่งเป็นเรื่องการค้ำประกันการนำของเข้าที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา 19 ทวิ ที่ว่าด้วยสิทธิในการจะขอคืนอากรขาเข้า ส่วนความในตอนหลังของมาตรา 112 ตรี ที่เกี่ยวกับมาตรา 40 และมาตรา 45 นั้น มาตรา 45 เป็นเรื่องกำหนดเงื่อนไขในการที่ผู้นำของเข้าจะนำของออกไปจากอารักขาของศุลกากรว่าจะต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้องและเสียภาษีอากรจนครบถ้วนหรือวางเงินไว้เป็นประกัน การขอวางเงินประกันให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด แต่ตามฟ้องโจทก์ทั้งสองไม่ปรากฏข้ออ้างว่าจำเลยฝ่าฝืนมาตรา 40 หรือมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา 40 แต่อย่างใด คงกล่าวอ้างแต่เพียงว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขตามความในมาตรา 19 ทวิ กรณีของจำเลยจึงไม่อยู่ในข่ายที่โจทก์ทั้งสองจะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามมาตรา 112 ตรีได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากร909,768.87 บาท และชำระเงินอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินค่าอากรขาเข้าที่ต้องชำระ ตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า เลขที่ 012-31925 จำนวน 14,456.70 บาท และเลขที่ 032-32015 จำนวน 384,224.19 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 769,970.95 บาทกับเงินเพิ่มอากรขาเข้าอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากต้นเงินอากรขาเข้า ตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการค้า เลขที่ 012-31925 จำนวน 10,907.70บาท นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และเลขที่032-32015 จำนวน 306,965.14 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยนำสินค้าประเภทสิ่งทอและอุปกรณ์สำหรับทอเข้ามาในราชอาณาจักร โดยเข้ามาทางด่านท่าเรือกรุงเทพ 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2531 นำสินค้าเข้ามารวม 7 รายการ ตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า เลขที่ 012-31925เอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 1 ถึง 3 และยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวในวันที่ 12 มกราคม 2532 สำแดงราคาสินค้าเป็นราคา ซี.ไอ.เอฟ.ตามราคาสินค้าที่ปรากฏในใบกำกับสินค้า และรับสินค้าไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2532 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2532 นำสินค้าเข้ามารวม 9 รายการ ตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวในวันที่ 13 มีนาคม 2532 สำแดงราคาสินค้าเป็นราคา ซี.ไอ.เอฟ. และรับสินค้าไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2532 การนำเข้าสินค้าทั้ง 2 ครั้ง ดังกล่าวจำเลยไม่ได้ชำระค่าภาษีอากรแต่ได้วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารไว้ต่อโจทก์ที่ 1 ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 19 ตรี เนื่องจากเป็นการนำเข้าเพื่อการผลิตและส่งออกภายใน 1 ปี ตามมาตรา 19 ทวิ ครบกำหนด 1 ปีแล้วจำเลยนำสินค้าที่นำเข้าดังกล่าวไปผลิตและส่งออกไม่หมดสิ้นยังคงเหลือสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการค้าเลขที่ 012-31925 คือ รายการที่ 6 กระดุมพลาสติกหุ้มด้วยโลหะจำนวน 140 กุรุส และรายการที่ 7 ป้ายเครื่องหมายกระดาษพิมพ์แล้วจำนวน 1,066.99 โหล ตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 13 และ 20 เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ประเมินราคาสินค้าคงเหลือทั้ง 2 รายการ ดังกล่าวและประเมินอากรขาเข้า 17,745 บาท ภาษีการค้า 2,078 บาท และภาษีบำรุงท้องถิ่น207 บาท ตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 1 และ 2 และเลขที่ 032-32015 คือรายการที่ 1 ผ้าทอทำด้วยป่านลินินผสมฝ้ายชนิดย้อมสีหนัก จำนวน 11,735.85 หลา รายการที่ 2 ผ้าทอโพลีเอสเตอร์ใยสั้นผสมใยสั้นวิสครอสเรยองชนิดยังไม่ได้ฟอกจำนวน 1,800 หลา รายการที่ 3 ป้ายเครื่องหมายการค้าทำด้วยกระดาษพิมพ์แล้ว จำนวน 1,932 โหล รายการที่ 4 หัวเข็มขัดใช้กับเสื้อผ้า จำนวน 10 โหล รายการที่ 5 ป้ายเครื่องหมายการค้าทำด้วยวัตถุทอใช้ประกอบสินค้าที่มีเครื่องหมายนั้น จำนวน 685 โหล รายการที่ 6 ป้ายไม่มีเครื่องหมายการค้าทำด้วยวัตถุทอ จำนวน 1,380 โหล รายการที่ 7 กระดุมกดทำด้วยทองเหลือง จำนวน 11.63 กุรุส เจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ที่ 1 ประเมินราคาสินค้าคงเหลือทั้ง 7 รายการ ดังกล่าวและประเมินอากรขาเข้า 386,295.24 บาท ภาษีการค้า 100,308.84 บาท และภาษีบำรุงท้องถิ่น 10,030.88 บาท ตามเอกสารหมาย จ.4 แผ่นที่ 1 ได้แจ้งการประเมินดังกล่าวให้จำเลยทราบตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 13 และ จ.4 แผ่นที่ 12 แล้วแจ้งให้ธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันทราบ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2535 ธนาคารผู้ค้ำประกันนำเงินมาชำระค่าภาษีอากรสำหรับใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า เลขที่ 012-31925 คือ ค่าอากรขาเข้า 15,000 บาท ภาษีการค้า 3,000 บาท ภาษีบำรุงท้องถิ่น 300 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 นำเงินดังกล่าวจัดสรรชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามมาตรา 112 ตรี อัตราร้อยละ 20 เป็นเงิน 3,549 บาท เงินเพิ่มอากรขาเข้าตามมาตรา 112 จัตวา อัตราร้อยละ 1 คำนวณถึงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2535 เป็นเงิน 8,162.70 บาท เงินเพิ่มภาษีการค้าตามมาตรา 89 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร คำนวณถึงวันดังกล่าวเป็นเงิน 1,433.82 บาท และเงินเพิ่มภาษีบำรุงท้องถิ่น 142.23 บาท คงเหลือเงินประกันอากรขาเข้า 3,288.30 บาท ภาษีการค้า 1,566.18 บาท ภาษีบำรุงท้องถิ่น 157.17 บาท นำเงินประกันคงเหลือดังกล่าวชำระค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า ภาษีบำรุงท้องถิ่น คงเหลือค่าอากรขาเข้าค้างชำระ 14,456.70 บาท ภาษีการค้า 511.82 บาท ภาษีบำรุงท้องถิ่น 49.83 บาท และเลขที่ 032-32015 คือค่าอากรขา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2543 · ทนอย Thanoy