คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 618/2544
หลักกฎหมาย
คู่สัญญามีความประสงค์จะทำสัญญาประกันภัยรถยนต์กันตามหมายเลขทะเบียนของรถยนต์เป็นสำคัญ แม้ตามสัญญาประกันภัยที่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยเป็นผู้ทำจะระบุเลขตัวถังของรถยนต์ผิดมาตลอดจนเกิดเหตุ แต่ในระหว่างนั้น จำเลยที่ 2 ก็จ่ายเบี้ยประกันภัยมาตลอด เมื่อเกิดเหตุขึ้นจำเลยที่ 4 ก็จ่ายค่าเสียหายตามสัญญาทุกครั้ง มิได้ยกขึ้นเป็นข้อโต้แย้ง จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 4ได้ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 กรมธรรม์ประกันภัยระบุความรับผิดต่อความมรณะไว้ว่า"เกิน 50,000 บาท ถึง 100,000 บาท ต่อหนึ่งคน" ดังนี้ ตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวเป็นการกำหนดความรับผิดของจำเลยที่ 4 ไว้ในความเสียหายส่วนที่เกิน 50,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งความเสียหายส่วนที่ไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์ทั้งสองมีสิทธิที่จะได้รับจากจำเลยที่ 4 ตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถอยู่แล้วและจำเลยที่ 4 ยังต้องรับผิดในความเสียหายส่วนที่เกิน 50,000 บาท ด้วย แต่ความรับผิดทั้งหมดเมื่อรวมความรับผิดตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถแล้วต้องไม่เกินคนละ 100,000 บาท
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทนงศักดิ์ อุปชาย์ โจทก์ที่ 2 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสาวทอง นนทภา จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2536 นายทนงศักดิ์ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 8 ผ-3609 มีนางสาวทองนั่งซ้อนท้ายแล่นมาตามถนนนนทบุรี 1มุ่งหน้าไปสนามบินน้ำ เมื่อถึงที่เกิดเหตุใกล้ทางเข้าวัดแคนอกได้ถูกเฉี่ยวชนโดยรถยนต์บรรทุกพ่วง หมายเลขทะเบียน 80-7840 นนทบุรี ของจำเลยที่ 2 และที่ 3มีจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างเป็นผู้ขับด้วยความเร็วสูงส่ายไปมาด้วยความประมาท เป็นเหตุให้นายทนงศักดิ์และนางสาวทองถึงแก่ความตายโจทก์ที่ 1 เสียค่าปลงศพ 40,800 บาท และขาดไร้อุปการะเดือนละ 2,200 บาท10 ปี เป็นเงิน 264,000 บาท โจทก์ที่ 2 เสียค่าปลงศพและค่าใช้จ่าย 46,700บาท ขาดไร้อุปการะเดือนละ 2,000 บาท 10 ปี เป็นเงิน 240,000 บาท โจทก์ทั้งสองทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกพ่วงคันเกิดเหตุและนายจ้างของจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกพ่วงคันเกิดเหตุซึ่งจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 304,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน286,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ตายทั้งสอง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิด หากต้องรับผิดโจทก์ทั้งสองชอบที่จะบังคับเอาแก่จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกพ่วงคันเกิดเหตุจากจำเลยที่ 2โจทก์ทั้งสองเรียกค่าปลงศพสูงเกินควร ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิมิใช่ค่าปลงศพตามกฎหมาย และค่าขาดไร้อุปการะก็สูงเกินควร จำเลยที่ 2 ได้ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองแล้วรายละ 12,500 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองมิใช่มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายทั้งสอง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับฐานะของจำเลยที่ 3เคลือบคลุม และโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยที่ 3 ผิดตัว เพราะระบุชื่อในคำฟ้องไม่ถูกต้องเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของฝ่ายผู้ตาย ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งสองไม่เกินรายละ 25,000 บาท เมื่อโจทก์ทั้งสองมิใช่มารดาโดยชอบจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเพราะ มิใช่มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายทั้งสอง จำเลยที่ 1 มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากนี้จำเลยที่ 4 มิได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกพ่วงคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด และหากต้องรับผิด จำเลยที่ 4 คงรับผิดในวงเงินจำกัดไม่เกินรายละ 50,000 บาท เหตุรถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ตายทั้งสองหรือมีส่วนประมาทด้วยมากกว่าจึงต้องเฉลี่ยความเสียหายตามส่วน ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งสองไม่เกินรายละ 20,000 บาทแต่ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเพราะมิใช่มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายทั้งสอง ฟ้องโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 4เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยานโจทก์ โจทก์ทั้งสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 268,300 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 274,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละจำนวน นับถัดจากวันฟ้อง(วันที่ 16 ธันวาคม 2537) จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 4 ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่โจทก์แต่ละคนในวงเงิน 150,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 รับผิดเพียงเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางพิจารณาโจทก์ทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ที่ 1 เป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายทนงศักดิ์ อุปชาย์ โจทก์ที่ 2 เป็นมารดาโดย ชอบด้วยกฎหมายของนางสาวทอง นนทภา วันเกิดเหตุวันที่ 18 ธันวาคม 2536โจทก์ทั้งสองได้รับแจ้งว่าขณะนายทนงศักดิ์ ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 8 ผ-6309 มีน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง