คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 6204/2560
หลักกฎหมาย
เจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 ต้องมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ และใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายจากตัวทรัพย์นั้น โดยไม่ได้เอาตัวทรัพย์ไป ไม่ใช่เพียงแต่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้นเท่านั้น ตามฟ้องไม่ได้บรรยายโดยชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์อันเป็นวัตถุมีรูปร่างอันใด ทั้งไม่ได้ระบุหรืออ้างถึงองค์ประกอบของความผิดตามมาตรานี้อีกข้อหนึ่งที่ระบุว่า ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ จึงถือว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสาระสำคัญ และเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 151
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 90, 91, 151, 157, 161 และ 162 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ระหว่างนัดตรวจพยานหลักฐานจำเลยทั้งห้ายอมรับข้อเท็จจริงตามสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 23 กันยายน 2557 แต่ต่อสู้ว่าไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 162 (4) จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 86 และ 83 (ที่ถูกประกอบมาตรา 86) การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานกระทำการปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 9,000 บาท รวม 10 กระทง จำคุก 60 เดือน และปรับ 90,000 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำการปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ละคนกระทงละ 4 เดือน และปรับแต่ละคนกระทงละ 6,000 บาท รวม 10 กระทง จำคุกคนละ 40 เดือน และปรับคนละ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยทั้งห้ามีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยทั้งห้าไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้จำเลยทั้งห้ากระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยทั้งห้าเห็นสมควรมีกำหนดคนละ 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งห้าดังกล่าวและการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ตามฟ้องข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.10 และ มาตรา 162 (4) ตามฟ้องข้อ 2.4 ถึงข้อ 2.10 การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 86 ตามฟ้องข้อ 2.4 ถึงข้อ 2.10 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และลงโทษจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 50 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุกคนละ 30 ปี 40 เดือน ทางพิจารณาจำเลยทั้งห้ายอมรับข้อเท็จจริงตามสำนวนไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี 40 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 กระทงละ 2 ปี 2 เดือน 20 วัน รวม 10 กระทง เป็นจำคุกคนละ 20 ปี 20 เดือน 200 วัน ไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับและไม่คุมความประพฤติ ให้ยกฟ้องโจทก์ ข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 สำหรับจำเลยที่ 1 ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ และข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ และข้อหาเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 3 และจำเลยที่ 4 ฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยที่ 4 ขอถอนฎีกา ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ทางไต่สวนพยานหลักฐานจากการพิจารณาและสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ข้อเท็จจริงได้ความในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานสังกัดกรมชลประทาน ขณะเกิดเหตุมีตำแห
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง