ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 621/2543

หลักกฎหมาย

หลังจากที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับพิพาทกับโจทก์แล้วโจทก์ได้โอนเงินจำนวนตามสัญญากู้ยืมเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยแล้วนำไปหักกับดอกเบี้ยเงินกู้รายอื่นที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ได้ส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยแล้ว สัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมบริบูรณ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 650 วรรคสอง มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับพิพาทเกิดจากการที่โจทก์กับจำเลยแสดงเจตนาก่อนิติสัมพันธ์ในระหว่างกันขึ้นใหม่ โดยไม่เกี่ยวข้องกับมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินรายอื่นที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อยู่ในขณะนั้น แม้จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ เพื่อนำไปชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินรายอื่นแก่โจทก์ ก็ต้องถือว่าจำนวนหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินฉบับพิพาทเป็นมูลหนี้ที่เกิดขึ้นใหม่ตามสัญญากู้ยืมเงิน และเป็นหนี้เงินที่โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากต้นเงินกู้ยืมจึงไม่เป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ที่จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งห้าชำระหนี้ก่อนครบกำหนดเวลาชำระหนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยมิได้ยกปัญหานี้ขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 45,000,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปีและยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่โจทก์เห็นสมควรแต่ไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด กำหนดชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันสุดท้ายของเดือน จำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ภายในวันที่ 17 มีนาคม 2538 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1ชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนกำหนดเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้วในขณะทำสัญญา โดยมีจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4และที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 และยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน จำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 14756 ถึง 14824 รวม 27 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้เงินกู้และหนี้ใด ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ ทั้งที่มีอยู่แล้วในเวลาจำนองและที่จะมีต่อไปในภายหน้าในวงเงิน45,000,000 บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีข้อสัญญาว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ต่อมาโจทก์ได้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเป็นร้อยละ13 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2536 อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2536 และอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2537 หลังจากที่จำเลยที่ 1 กู้เงินไปแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามสัญญา โจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งห้าและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าเป็นหนี้โจทก์ถึงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2537 เป็นต้นเงิน 45,000,000 บาท ดอกเบี้ย 5,158,354.31 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 50,158,354.31 บาท เมื่อคิดถึงวันฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์คิดเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 50,306,299.51 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,306,299.51 บาทแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปีของต้นเงิน 45,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2536 แต่ไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์เนื่องจากโจทก์ใช้กรรมวิธียอกย้อนให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้และจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันดอกเบี้ยเงินกู้ที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์รายอื่น ดังนั้น โจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากหนี้เงินจำนวน 45,000,000 บาท อีกไม่ได้ เพราะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย การฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชำระหนี้แก่โจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยจำนองโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 45,000,000บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2536 ถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2536 อัตราร้อยละ 13 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2536 ถึงวันที่ 14 ธันวาคม 2536 อัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 20 มกราคม 2537 และอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 14756-14824 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วนให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีสำหรับจำเลยที่ 4 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้ชำระหนี้แก่โจทก์นั้นจำเลยที่ 4 มิได้อุทธรณ์จึงเป็นอันถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คงมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ว่า มูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำนวนเงินตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เดิมจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของธนาคารโจทก์ ก่อนทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับพิพาทจำเลยที่ 1 เคยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 414,000,000 บาท เพื่อลงทุนจัดสรรที่ดิน ต่อมาในปี 2536 โจทก์ตรวจสอบยอดหนี้ที
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 621/2543 · ทนอย Thanoy