ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 6213/2551

หลักกฎหมาย

คำว่า ป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน การเป็นป่าตามความหมายดังกล่าวไม่ใช่กรณีเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ หากที่ใดแปลงใดเป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดได้มาตามกฎหมายที่ดิน ที่ดินแปลงนั้นย่อมเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ที่ดินแปลงใดแม้จะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 616 (พ.ศ.2516) หรือไม่ หากไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของหรือได้สิทธิครอบครองทำกินตาม ป.ที่ดิน ที่ดินแปลงนั้นย่อมเป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ จำเลยเข้าไปครอบครองตัดฟันต้นยูคาลิปตัสของสำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดเพชรบุรีและก่นสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าเพื่อยึดถือครอบครองป่าเป็นของตนหรือผู้อื่นจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครอง ก่นสร้างแผ้วถางป่าโดยตัดฟันต้นยูคาลิปตัสของสำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดเพชรบุรี อันเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ และ ป.อ. แยกการกระทำเป็นสองกรรมต่างหากจากกัน แต่เมื่อเป็นการกระทำความผิดต่อต้นยูคาลิปตัสจำนวนเดียวกันและได้กระทำคราวเดียวพร้อมกันต่อเนื่องกันไป จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54, 72 ตรี วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันคือ จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือ ครอบครองก่นสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่าหรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าบริเวณสวนป่าโค้งสวรรค์ เนื้อที่ 433 ไร่ โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันสร้างรั้วลวดหนามเสาคอนกรีตล้อมบริเวณป่าดังกล่าว และใช้รถไถปรับพื้นที่ทำถนนและตัดต้นยูคาลิปตัส เพื่อยึดถือครอบครองป่านั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยทั้งสามร่วมกันตัดฟันทำลายต้นยูคาลิปตัส 7, 570 ต้น ของสำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดเพชรบุรี ผู้เสียหาย อันเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น คิดเป็นเงิน 378,500 บาท แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกันลักเอาต้นยูคาลิปตัสดังกล่าวของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, 358 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี 74 ทวิ ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสามออกจากป่าที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาต้นยูคาลิปตัสเป็นเงิน 378,500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคสอง วรรคสาม, 74 ทวิ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันทำลายป่าและเข้ายึดถือครอบครองป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 12 ปี รวมจำคุกคนละ 15 ปี ริบของกลาง กับให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสามออกจากป่าที่เกิดเหตุ ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 5,000 บาท ฐานร่วมกันบุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่าฯ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท รวมจำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุมีเนื้อที่ประมาณ 433 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ และปักเสาปูน ขึงรั้วลวดหนามล้อมรอบที่ดินที่เกิดเหตุ ใช้รถไถดินปรับพื้นทำเป็นถนนลูกรังโดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมเข้าทำประโยชน์ตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีนายประนอมกำนันตำบลเขาย้อย นายสงัด หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมปลูกและบำรุงป่าประจำสำนักงานป่าไม้เขตเพชรบุรี นายนิวัติ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ 5 ประจำจังหวัดเพชรบุรีและนายสมเกียรติ ช่างสำรวจ 5 ประจำสำนักงานป่าไม้เขตเพชรบุรี และนายบุญธรรม ลูกจ้างประจำสำนักงานป่าไม้เขตเพชรบุรีเบิกความสอดคล้องกันยืนยันว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นสวนป่าที่กรมป่าไม้ปลูกต้นยูคาลิปตัสไว้ ชื่อสวนป่าโค้งสวรรค์โดยมีหลักฐานสนับสนุนคือสำเนาแผนการปลูกสร้างสวนป่า เอกสารหมาย จ.1 และสำเนาคำสั่งตั้งนายสงัดเป็นหัวหน้าสวนป่าทุ่งขนายและสวนป่าโค้งสวรรค์เอกสารหมาย จ.2 นายสมเกียรติยังเบิกความด้วยว่า พยานได้ร่วมจัดทำบันทึกถ่ายภาพที่เกิดเหตุและทำแผนที่แสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.5 โดยพิกัดจุดตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 3 ทางเทคนิดเรียกว่า พิกัด MQ 839614 เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อนจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสาม เชื่อว่าเบิกความตามความจริง คำเบิกความมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบต่อสู้ว่า ที่ดินเกิดเหตุเป็นที่ดินที่ชาวบ้านได้ครอบครองทำประโยชน์มาก่อน ต่อมาจำเลยที่ 1 รวบรวมที่ดินของชาวบ้านขายให้แก่นายวิบูลย์ ภายหลังนายวิบูลย์กลับนำมาขายให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มีหลักฐานสำเนาใบจองเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 ซึ่งมีชื่อนางคำผง และนายวรนุชเป็นผู้แจ้งครอบครองมาสนับสนุนว่าที่ดินตามสำเนาใบจองดังกล่าวเป็นบางส่วนของที่ดินที่เกิดเหตุ เห็นว่า แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินที่เกิดเหตุมาจริง แต่ไม่ปรากฏว่านายวิบูลย์หรือชาวบ้านมีเอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินแต่อย่างใด ส่วนสำเนาใบจองตามเอกสารหมาย ล.8 และ ล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6213/2551 · ทนอย Thanoy