ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 622/2539

หลักกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่3ไม่ได้ขับรถโดยสารประจำทางด้วยความประมาทเลินเล่อไม่ได้ทำละเมิดจำเลยที่1และที่2ซึ่งเป็นนายจ้างไม่ต้องร่วมรับผิดโจทก์ที่2ที่5และที่6ฎีกาว่าจำเลยที่3ขับรถโดยสารประจำทางด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นการทำละเมิดเป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์ที่2จำนวนเงิน90,000บาทโจทก์ที่5และที่6จำนวนเงินคนละ60,000บาททุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์ที่2ที่5และที่6แต่ละคนไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่ง จำเลยที่4และที่5ฎีกาว่าโจทก์ที่3และที่4ไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของพ. ปรากฏว่าจำเลยที่4และที่5ให้การในข้อนี้ว่าโจทก์ที่3และที่4เป็นบุตรของพ. หรือไม่ไม่ทราบไม่รับรองซึ่งเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา177วรรคสองคดีจึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์ที่3และที่4เป็นบุตรของพ. หรือไม่ฎีกาของจำเลยที่4และที่5ในปัญหานี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา249วรรคหนึ่ง หลังเกิดเหตุก่อนที่พ. ถึงแก่ความตายโจทก์ที่1กับจำเลยที่4และที่5ได้ทำบันทึกชดใช้ค่าเสียหายโดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่4และที่5ตกลงใช้เงินจำนวน150,000บาทและโจทก์ที่1ตกลงว่าค่าเสียหายส่วนอื่นนอกเหนือจากที่ตกลงกันและที่จะมีขึ้นต่อไปโจทก์ที่1จะไม่ใช้สิทธิเรียกร้องใดๆจากจำเลยที่4และที่5บันทึกข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ที่1กับจำเลยที่4และที่5เป็นผลให้หนี้ในมูลละเมิดระหว่างโจทก์ที่1กับจำเลยที่4และที่5ที่มีอยู่ระงับสิ้นไปทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา852เมื่อจำเลยที่4และที่5ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่1ครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวแล้วโจทก์ที่1จะมาฟ้องจำเลยที่4และที่5เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากมูลละเมิดที่ระงับสิ้นไปแล้วหาได้ไม่ โจทก์ที่2ที่3และที่4ยังเป็นผู้เยาว์การที่โจทก์ที่1ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ทั้งสามจะตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่4และที่5แทนผู้เยาว์ทั้งสามซึ่งถือเป็นการทำนิติกรรมอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ทั้งสามจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1574(8)เดิม(มาตรา1574(12)ที่ได้ตรวจชำระใหม่)เมื่อไม่ได้รับอนุญาตจากศาลสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ที่1กับจำเลยที่4และที่5จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ที่2ที่3และที่4ซึ่งเป็นผู้เยาว์ในอันที่จะใช้สิทธิเรียกร้องค่าขาดไว้อุปการะจากจำเลยที่4และที่5 การใช้สิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ที่5และที่6เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่5และที่6ได้มอบอำนาจให้โจทก์ที่1ไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่4และที่5สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ที่5และที่6

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพันธุ์ผกา เลิศตรงจิตร โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 กับนางพันธุ์ผกาโจทก์ที่ 5 และที่ 6 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพันธุ์ผกา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการขนส่งผู้โดยสารและเป็นเจ้าของรถโดยสารประจำทางคันหมายเลขทะเบียน 10-1407 เชียงราย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการขนส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัดเชียงราย - เชียงใหม่ จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ขับรถโดยสารประจำทางคันหมายเลขทะเบียน 10-1407 เชียงราย จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการรับเหมาก่อสร้างและรับจ้างบรรทุกสิ่งของ เป็นเจ้าของรถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน80-6007 เชียงใหม่ จำเลยที่ 5 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 6 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 4 และที่ 5เป็นผู้ขับรถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80-6007 เชียงใหม่เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2530 นางพันธุ์ผกานั่งรถโดยสารประจำทางคันหมายเลขทะเบียน 10-1407 เชียงราย ของจำเลยที่ 1 และที่ 2โดยมีจำเลยที่ 3 ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ขับจากสถานีขนส่งอาเขต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จะไปลงที่บ้านห้วยหมาเฒ่า ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายรถคันดังกล่าวออกจากสถานีขนส่งเวลา 16 นาฬิกา เมื่อรถไปถึงบ้านแม่ดอกแดง หมู่ที่ 1 ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ตจังหวัดเชียงใหม่ เป็นทางขึ้นเนินเขา จำเลยที่ 3 ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ชิดท้ายรถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80-6007 เชียงใหม่ ที่จำเลยที่ 6 ขับรถบรรทุกคันดังกล่าวบรรทุกรถตักดิน มีแขนกลของรถตักดินยื่นออกมาทางด้านท้ายรถบรรทุก รถบรรทุกแล่นขึ้นเนินเขาช้าและหมดกำลังจึงถอยลงจากเนินเขา รถโดยสารประจำทางที่จำเลยที่ 3 ขับแล่นชิดซ้ายรถบรรทุกไม่สามารถขับถอยหนีทำให้แขนกลของรถตักดินที่ยื่นออกมาจากท้ายรถบรรทุกชนรถโดยสารประจำทางนางพันธุ์ผกาซึ่งนั่งอยู่ทางด้านหน้าซ้ายถูกแขนกลกระแทกได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องตัดแขนข้างขวาและร่างกายเป็นอัมพาตรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่จนถึงวันที่ 4 มกราคม2531 จึงถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ขนส่งคนโดยสารและผู้ครอบครองรถโดยสารประจำทางคันหมายเลขทะเบียน10-1407 เชียงราย จำเลยที่ 4 และที่ 5 เจ้าของและผู้ครอบครองรถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80-6007 เชียงใหม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหก โจทก์ที่ 1 เสียเงินค่าจัดงานศพนางพันธุ์ผกาเป็นเงิน 121,000 บาท โจทก์ที่ 1ขาดค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 1,000 บาท มีกำหนด 10 ปี เป็นเงิน120,000 บาทค่าขาดแรงงานซึ่งนางพันธุ์ผกาเป็นผู้ดูแลกิจการร้านค้าพันทวีเดือนละ 500 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน60,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายปัจจุบันอายุ 15 ปีต้องขาดค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 1,500 บาท จนกว่าอายุครบ 20 ปี รวมเป็นเงิน 90,000 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายปัจจุบันอายุ 7 ปี ต้องขาดค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ1,500 บาท จนกว่าอายุครบ 20 ปี รวมเป็นเงิน 234,000 บาทแต่ขอคิดเพียง 230,000 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายปัจจุบันอายุ 4 ปี ต้องขาดค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 1,500 บาทจนกว่าอายุครบ 20 ปี รวมเป็นเงิน 288,000 บาท แต่ขอคิดเพียง280,000 บาท โจทก์ที่ 5 และที่ 6 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ขาดค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 1,000 บาทเป็นเวลา 10 ปี รวมเป็นเงิน 120,000 บาท โจทก์ที่ 1 จ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ตาย 333,254 บาท ได้รับเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลจากจำเลยที่ 4 แล้วเป็นเงิน 150,000 บาทรวมค่าเสียหายทั้งหมดเป็นเงิน 1,204,354 บาท กับค่าดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2530อันเป็นวันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 57,145 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันใช้เงินจำนวน 1,261,499 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 1,204,354 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพันธุ์ผกา โจทก์ที่ 2 ที่ 3และที่ 4 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่รับรอง โจทก์ที่ 5และที่ 6 มิใช่บิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพันธุ์ผกาจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรถโดยสารประจำทางคันหมายเลขทะเบียน10-1407 เชียงราย เหตุเกิดขึ้นมิใช่ความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 3 แต่เป็นความประมาทของจำเลยที่ 6 ผู้ขับรถบรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80-6007 เชียงใหม่ เนื่องจากรถบรรทุกคันดังกล่าวบรรทุกรถตักดินแล่นอยู่ข้างหน้าไม่มีกำลังขึ้นเนินเขา จำเลยที่ 3หยุดรถคอยระวังเหตุห่างประมาณ 40 เมตร เด็กประจำรถบรรทุกใช้ขอนไม้หนุนล้อหลังด้านซ้ายแต่ไม่สามารถทานน้ำหน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 622/2539 · ทนอย Thanoy