ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538

ฎีกาที่ 6232/2538

หลักกฎหมาย

ก่อนปี2530จำเลยที่1ไม่เคยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือบรรทุกสินค้าหรือที่เรียกว่าสิทธิหน้าท่าเรือบรรทุกสินค้าที่เข้ามาขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือกรุงเทพฯในขณะนั้นหากมีปั้นจั่นประจำเรือก็จะใช้ปั้นจั่นของตนยกตู้สินค้าหากเรือลำใดไม่มีหรือมีไม่เพียงพอก็จะใช้ปั้นจั่นของจำเลยที่1หรือของเอกชนซึ่งได้รับอนุญาตจากจำเลยที่1ให้เข้าไปรับจ้างยกตู้สินค้าโดยเสียค่าธรรมเนียมการเข้าออกด้วยต่อมาจำเลยที่1มีนโยบายที่จะริเริ่มประกาศสิทธิหน้าท่าจึงได้สั่งซื้อปั้นจั่นเคลื่อนที่ชนิดเดินบนรางจำนวน6คัน จากประเทศยูโกสลาเวีย กำหนดติดตั้งแล้วเสร็จภายใน520วันได้มีบริษัทเอกชนมีหนังสือไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเสนอขอเข้าทำการการรับจ้างขนถ่ายตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือบรรทุกสินค้าในช่วงเวลาที่รอการติดตั้งปั้นจั่นของจำเลยที่1ดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจึงส่งเรื่องให้จำเลยที่1พิจารณาจำเลยที่1ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาตรวจวิเคราะห์ถึงผลได้ผลเสียแล้วเห็นชอบให้มีการประกาศสิทธิหน้าที่โดยให้เอกชนเข้ามารับจ้างเหมาขนถ่ายตู้สินค้าครั้งวันที่26พฤศจิกายน2530โจทก์กับจำเลยที่1จึงได้ทำสัญญาจ้างเหมายกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือณท่าเรือกรุงเทพฯโดยใช้ปั้นจั่นเคลื่อนที่เริ่มลงมือทำงานภายใน90วันนับแต่วันทำสัญญาเมื่อโจทก์เริ่มปฏิบัติงานก็มีสมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯได้ร้องเรียนต่อจำเลยที่1รัฐบาลและคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐบาลและเอกชนว่าการที่จำเลยที่1ประกาศสิทธิหน้าท่าและจ้างเหมาให้โจทก์ยกตู้สินค้านั้นทำให้ตู้สินค้าแออัดที่หน้าท่าความสามารถในการยกตู้สินค้าของโจทก์ไม่เพียงพอชมรมเดินเรือต่างประเทศจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมความคับคั่งที่ท่าเรือกรุงเทพฯอันจะนำความเสียหายทางเศรษฐกิจมาสู่ประเทศชาติกระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือสั่งการให้จำเลยที่1พิจารณาหาทางยกเลิกสัญญาที่ทำกับโจทก์และให้จำเลยที่1พิจารณาอนุญาตให้เรือบรรทุกสินค้าใช้ปั้นจั่นของเรือยกสินค้าขั้นลงได้ต่อมาวันที่31พฤษภาคม2531จำเลยที่1ได้ประกาศสิทธิการยกตู้สินค้าหน้าท่าอนุญาตให้เรือสินค้าใช้ปั้นจั่นของเรือยกสินค้าขึ้นลงในบริเวณหน้าท่าเรือกรุงเทพฯได้เมื่อได้เสียค่าธรรมเนียมให้แก่จำเลยที่1ในอัตราร้อยละ25ของค่าธรรมเนียมการใช้ปั้นจั่นยกสินค้าของจำเลยที่1แล้วดังนี้สิทธิหน้าที่จำเลยที่1ประกาศไว้แต่แรกโดยพื้นฐานของสิทธิจำเลยที่1ซึ่งเป็นผู้ทรงเอกสิทธิดังกล่าวย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกได้เสมอและต้องสันนิษฐานไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา6ว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริตโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าจำเลยที่1กระทำการโดยไม่สุจริตมีภาระที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ความตามข้อกล่าวอ้างเช่นนั้นแต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฎในทางพิจารณาได้ความว่าการประกาศสิทธิหน้าท่าของจำเลยที่1เป็นเหตุโดยตรงก่อให้เกิดข้อท้วงติงและร้องเรียนจากบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจะก่อปัญหาให้เกิดผลเสียหายเป็นการล่วงหน้าแล้วที่โจทก์อ้างว่าเป็นพฤติการณ์วางแผนต่อต้านเพื่อล้มการประกาศสิทธิหน้าท่าโดยไม่สุจริตแต่จากเอกสารหมายจ.60ซึ่งเป็นหนังสือของบรรดาเจ้าของเรือขออนุญาตจำเลยที่2ใช้ปั้นจั่นของเรือทำการขนถ่ายสินค้าเองรวม105ฉบับด้วยเหตุขัดข้องล่าช้าอันเกิดจากการทำงานของโจทก์ที่สืบเนื่องจากการประกาศเอกสิทธิหน้าท่าของจำเลยที่1ทั้งสิ้นและยังปรากฎตามเอกสารหมายล.26ถึงล.51อันเป็นใบเสร็จรับเงินค่าจ้างของโจทก์จากจำเลยและบันทึกรายงานการตรวจการจ้างของบริษัทโจทก์ปรากฎว่าโจทก์ไม่สามารถปฏิบัติงานถูกต้องครบถ้วนตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ตามสัญญาจ้างเอกสารหมายจ.20ข้อ16,17และ18ต้องถูกหักเงินค่าจ้างเป็นค่าปรับและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยที่1ตั้งแต่วันเริ่มสัญญาคือวันที่25กุมภาพันธ์2531ตลอดมาจนถึงสิ้นเดือนมกราคม2532เป็นข้อเท็จจริงที่ชี้ชัดว่าการประกาศสิทธิหน้าท่าของจำเลยที่1และความล่าช้าในการทำงานของโจทก์ได้ก่อให้เกิดความแออัดคับคั่งที่หน้าท่าเป็นผลเสียหายดังที่ได้มีการร้องเรียนก่อนหน้านั้นจริงการร้องเรียนต่อต้านล่วงหน้าของบรรดาผู้เกี่ยวข้องดังกล่าวจึงเป็นการคาดการณ์โดยสุจริตและถูกต้องตามความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องให้แก้ไขซึ่งปรากฎรายละเอียดตามบันทึกรายงานการประชุมเรื่องการแก้ไขปัญหาจากการประกาศเอกสิทธิหน้าท่าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยวันที่13พฤษภาคม2531มีการแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลตลอดจนผลเสียหายที่เกิดแก่บรรดาผู้เกี่ยวข้องทุกแง่มุมโดยละเอียดจากผู้แทนของหน่วยราชการต่างๆตลอดจนผู้แทนองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องสรุปได้ชัดว่าหากไม่มีการแก้ไขจะเกิดผลกระทบเสียหายต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจของชาติโดยรวมรุนแรงต่อไปด้วยดังนี้การประกาศยกเลิกสิทธิหน้าท่าณท่าเรือกรุงเทพฯและอนุญาตให้เรือสินค้าที่มีปั้นจั่นบนเรือยกตู้สินค้าขึ้นลงได้เองนั้นจำเลยที่1ได้กระทำสืบเนื่องจากผลการประชุมดังกล่าวเป็นการกระทำที่เกิดจากการรับฟังพิเคราะห์ความเห็นและเหตุผลของทุกฝ่ายโดยรอบคอบแล้วเป็นการใช้อำนาจในการบริหารตามเอกสิทธิของตนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งข้อเท็จจริงและเหตุผลเพื่อระงับและป้องกันมิให้เกิดผลเสียหายต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องตลอดจนความเสียหายต่อเศรษฐกิจของชาติโดยรวมโดยสุจริตและเป็นการกระทำเพื่อแก้ไขมิให้เกิดความเสียหายอันสืบเนื่องมาจากเหตุที่โจทก์มีส่วนก่อขึ้นโดยตรงด้วยจึงหาใช่การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา421ไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการและดำเนินการของการท่าเรือแห่งประเทศไทยโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการจำเลยที่ 3 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีอำนาจและหน้าที่กำกับโดยทั่วไปในกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2530 จำเลยที่ 1 และที่ 2โดยได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 และจากจำเลยที่ 3ได้กระทำการประกาศสิทธิยกตู้สินค้าหน้าท่า ณ ท่าเทียบเรือกรุงเทพฯและห้ามบรรดาเรือสินค้าที่มีปั้นจั่นบนเรือยกสินค้าขึ้นลงโดยเด็ดขาดนอกจากจะใช้ปั้นจั่นของการท่าเรือแห่งประเทศไทยหรือที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยจัดหาให้ และจำเลยที่ 1 ได้เปิดประมูลจ้างเหมาให้บริษัททั่ว ไป มารับจ้างจำเลยที่ 1 ยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือบรรทุกสินค้า โดยกำหนดเงื่อนไขผู้มารับจ้างว่าจะต้องมีรถปั้นจั่นเคลื่อนที่ใช้ยกตู้สินค้าขั้นลงได้จำนวน 12 ค้น แต่ละคันสามารถยกตู้สินค้าได้โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 12 ตู้ ต่อมาโจทก์เข้าประมูลเสนอราคาได้และได้ทำสัญญาจ้างเหมายกตู้สินค้ากับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2530 โดยจำเลยที่ 1จะจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ในการยกตู้สินค้าขนาดไม่เกิน 20 ฟุต ตู้ละ750 บาท และขนาดเกิน 20 ฟุต ตู้ละ 1,275 บาท กำหนดเริ่มรับจ้างภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันทำสัญญา ซึ่งโจทก์ได้เริ่มทำการยกตู้สินค้าตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2531 เป็นต้นมา ตั้งแต่เริ่มสัญญาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้อนุญาตให้เรือสินค้าที่มีปั้นจั่นบนเรือยกตู้สินค้าขึ้นลงได้เองจำนวนหนึ่ง ต่อมาจำเลยที่ 3กระทำการโดยมิชอบและไม่สุจริตได้มีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ประกาศยกเลิกสิทธิหน้าท่า ณ ท่าเรือกรุงเทพฯ แล้วอนุญาตให้เรือสินค้าที่มีปั้นจั่นบนเรือยกตู้สินค้าขึ้นลงได้เองโดยเสียค่าธรรมเนียมให้แก่จำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 25 ของค่าธรรมเนียมการใช้ปั้นจั่น ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ได้ประกาศดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่30 พฤษภาคม 2531 โดยให้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2531เป็นต้นไป ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมกระทำการโดยไม่สุจริตไม่มีอำนาจที่กระทำได้ และร่วมกันปฏิบัติผิดสัญญาจ้างเหมา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถรับจ้างยกตู้สินค้าจากเรือบรรเทาสินค้าที่มีปั้นจั่นได้เต็มจำนวนตามสัญญา ทำให้ขาดประโยชน์ที่ควรจะได้ กล่าวคือ ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2531 ถึงวันที่ 31พฤษภาคม 2531 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้อนุญาตให้เรือสินค้าที่มีปั้นจั่นบนเรือยกตู้สินค้าได้เองหลายครั้งทำให้โจทก์ขาดรายได้จากการยกตู้สินค้าขนาด 20 ฟุต จำนวน 25,856 ตู้ ขนาด 40 ฟุตจำนวน 9,905 ตู้ เป็นเงิน 32,020,875 บาทคิดรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 33,850,013 บาท และตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2531อันเป็นวันบังคับใช้การยกเลิกสิทธิยกตู้สินค้าหน้าท่า ถึงวันที่ 31สิงหาคม 2532 อันเป็นวันครบกำหนดตามสัญญา โจทก์ขาดรายได้จากการยกตู้สินค้าขนาด 20 ฟุต จำนวน 372,277 ตู้ และขนาด 40 ฟุต จำนวน189,126 ตู้ คิดเป็นเงินรวม 549,872,775 บาท รวมเป็นค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสิ้น 583,722,788 บาท โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 583,722,788 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 581,893,650 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจนชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ไม่สมบูรณ์ และลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3ให้รับผิดเป็นส่วนตัว เพราะโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานผิดสัญญาจ้างเหมาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้ลงชื่อในสัญญาจ้างเหมาะตามฟ้องแทนจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ใช่คู่สัญญาด้วย จำเลยที่ 2และที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยทั้งสามมิได้เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาตามฟ้องแก่โจทก์เป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญามาตั้งแต่วันเริ่มสัญญา กล่าวคือ โจทก์ไม่สามารถทำการยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือบรรทุกสินค้าได้อย่างครบถ้วนต่อเนื่อง ไม่ติดขัด และไม่สามารถยกตู้สินค้าขึ้นลงจากเรือให้ได้โดยเฉลี่ยไม่ตำกว่าชั่วโมงละ 12 ตู้ต่อคันทั้งนี้ เนื่องจากรถปั้นจั่นที่โจทก์นำมาใช้งานตามสัญญาจ้างเหมาจำนวน 12 คัน นั้นมีอยู่ 8 คัน ที่มีสภาพเก่า ผ่านการใช้งานมานาน ทั้งรถปั้นจั่นของโจทก์ทั้งหมดเป็นชนิดเครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพในการทำงานจะลดลงเรื่อย ๆ และจะต้องมีเวลาพักการใช้จ่าย จึงไม่อาจทำงานให้ต่อเนื่องโดยไม่ติดขัดตามที่กำหนดไว้ในสัญญา และจำเลยที่ 1 ได้ใช้สิทธิปรับโจทก์ตามสัญญา คิดคำนวณจนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2532 เป็นเงินค่าปรับถึง 3,615,
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง