ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 6232/2564

หลักกฎหมาย

สัญญาค้ำประกันตอนแรกกำหนดวงเงินค้ำประกันแน่นอนเป็นเงิน 45,000,000 บาท แต่ตอนต่อมากลับระบุให้รวมดอกเบี้ยที่ค้างชำระโดยไม่จำกัดความรับผิด อันเป็นการขัดแย้งกันไม่แน่ชัดว่าเป็นการค้ำประกันโดยจำกัดความรับผิดหรือไม่ กรณีมีข้อสงสัย ต้องตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้บริโภคคู่กรณีฝ่ายที่จะต้องเสียในมูลหนี้นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 11 แปลความได้ว่าสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นสัญญาค้ำประกันจำกัดความรับผิดทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระเป็นเงินไม่เกิน 45,000,000 บาท

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงิน 84,096,734.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.50 ต่อปี ของต้นเงิน 49,841,139.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งแปดไม่ชำระให้ยึดและอายัดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งแปดและหรือทรัพย์จำนองห้องชุดเลขที่ 39/9 ชั้นที่ 1 ห้องชุดเลขที่ 39/110, 39/111, 39/112, 39/113, 39/114 ห้องชุดเลขที่ 43/110 และห้องชุดเลขที่ 49/59 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 7/2538 พร้อมส่วนควบตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 752 ถึง 758, 760, 1261, 102495, 127144 พร้อมส่วนควบ และยึดทรัพย์จำนำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ตามใบหุ้นเลขที่ 06050100001033 จำนวน 25,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001032 จำนวน 10,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001031 จำนวน 5,000,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 8 ออกจากสารบบความ ก่อนสืบพยานจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 6 ถึงที่ 7 สละคำให้การในข้อที่ 1 ถึงข้อที่ 4 และข้อที่ 9 ถึงข้อที่ 10 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 23,146,817.15 บาท สัญญากู้ยืมเงิน 2,195,253.37 บาท และสัญญาสินเชื่อตั๋วเงิน 24,822,526.79 บาท รวมเป็นเงิน 50,164,597.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 49,841,139.02 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระในวงเงิน 4,500,000 บาท และจำเลยที่ 7 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระในวงเงิน 45,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของจำนวนวงเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงิน 383,084.42 บาท ที่จำเลยที่ 1 ชำระตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี และเงิน 23,250,000 บาท มาหักชำระหนี้ดังกล่าวด้วย โดยให้หักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือจึงให้หักชำระต้นเงิน หากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองคือ ห้องชุดเลขที่ 39/9, 39/110, 39/111, 39/112, 39/113, 39/114, 43/110 และเลขที่ 49/59 ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 7/2538 พร้อมส่วนควบซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 752 ถึง 758, 760, 1261, 102495 และ 127144 พร้อมส่วนควบ และยึดทรัพย์จำนำหุ้นบริษัท ด. หรือบริษัท ค. ใบหุ้นเลขที่ 06050100001033 จำนวน 25,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001032 จำนวน 10,000,000 หุ้น ใบหุ้นเลขที่ 06050100001031 จำนวน 5,000,000 หุ้น ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และ ที่ 6 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 22,878,438.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นตามอัตราที่โจทก์คิดแก่จำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ 25 มีนาคม 2552 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ฝากชำระในวันที่ 31 มีนาคม 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 30 เมษายน 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 30 มิถุนายน 2552 จำนวน 527,000 บาท วันที่ 3 สิงหาคม 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 31 สิงหาคม 2552 จำนวน 143,000 บาท วันที่ 30 กันยายน 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 30 ตุลาคม 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 จำนวน 140,000 บาท วันที่ 30 ธันวาคม 2552 จำนวน 140,000 บาท และวันที่ 16 มิถุนายน 2553 จำนวน 338,084.42 บาท หักชำระหนี้ด้วย โดยให้หักชำระดอกเบี้ยก่อน หากมีเหลือจึงหักชำระต้นเงินและให้นำเงินที่เบิกถอนรวมเข้าเป็นยอดหนี้ค้างชำระและคิดดอกเบี้ยในวันที่ 31 มีนาคม 2552 จำนวน 332,930.88 บาท วันที่ 30 เมษายน 2552 จำนวน 312,122.70 บาท วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 จำนวน 312,614.35 บาท และวันที่ 30 มิถุนายน 2552 จำนวน 332,930.88 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน 2,195,253.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 2,194,321.87 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชำระเงินตามสัญญาสินเชื่อตั๋วเงิน 24,822,526.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 24,500,000 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6232/2564 · ทนอย Thanoy