คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 6233/2554
หลักกฎหมาย
โจทก์บรรยายฟ้องว่า ส. และจำเลยที่ 3 ประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองและเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ และจำเลยที่ 4 ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคลรถยนต์คันเกิดเหตุ รวมทั้งจำเลยที่ 4 เป็นตัวการของ ส. และจำเลยที่ 3 โดยยินยอมให้ ส. และจำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุประกอบการขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 4 ตามคำฟ้องจึงเป็นการขอให้จำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ ส. ตัวแทนกระทำการตามคำสั่งของจำเลยที่ 4 ในฐานะเป็นตัวการ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แก่โจทก์ จึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้รับมรดกของนายสมนึก ผู้ทำละเมิดโจทก์ และขณะถึงแก่ความตาย นายสมนึกเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-4740 พิจิตร และเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 3 ประกอบธุรกิจรับจ้างขนส่ง ในขณะทำละเมิดได้กระทำในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 3 หรือตามที่จำเลยที่ 3 มอบหมาย หรือในฐานะหุ้นส่วนร่วมกันกับจำเลยที่ 3 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์รถยนต์บรรทุก ทั้งเป็นตัวการของนายสมนึก และนำรถยนต์บรรทุกดังกล่าวประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 4 ขณะเกิดเหตุละเมิด โดยได้ให้นายสมนึกในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 3 หรือตามที่จำเลยที่ 3 มอบหมายหรือในฐานะหุ้นส่วนร่วมกับจำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกดังกล่าวประกอบการขนส่งในนามของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองและเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-4740 พิจิตร และได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้ประกอบการขนส่งส่วนบุคคล รถยนต์บรรทุกคันเกิดเหตุ และเป็นตัวการของนายสมนึกและจำเลยที่ 3 โดยยินยอมให้นายสมนึกและจำเลยที่ 3 นำรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวประกอบการขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 4 หรือในนามของจำเลยที่ 4 ในขณะเกิดเหตุเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2543 เวลาประมาณ 18.22 นาฬิกา รถไฟดีเซลรางขบวนที่ 6 ซึ่งเป็นรถไฟโดยสารแล่นระหว่างจังหวัดพิษณุโลกปลายทางกรุงเทพมหานคร ขณะทำขบวนแล่นในเส้นทางสายเหนือก่อนถึงถนนตัดผ่านทางรถไฟไม่มีเครื่องกั้นถนนบริเวณย่านสถานีรถไฟวังกรด ด้านใต้ หลักกิโลเมตรที่ 339+171.30 พนักงานขับรถไฟของโจทก์ได้เปิดหวีดเตือนเป็นระยะๆ เพื่อเตือนผู้ขับขี่ยวดยานพาหนะที่จะขับผ่านทางรถไฟดังกล่าวให้ทราบว่ากำลังจะมีขบวนรถไฟแล่นผ่านทาง ขณะนั้นนายสมนึกได้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-4740 พิจิตร มาถึงถนนตัดผ่านทางรถไฟดังกล่าวโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 โดยไม่ลดความเร็วและหยุดรถยนต์ตามป้ายหยุดอันเป็นป้ายจราจรประเภทบังคับให้อยู่ห่างรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตรและคอยจนกว่ารถไฟแล่นผ่านพ้นไปเสียก่อนแล้วจึงขับรถยนต์ผ่านไปได้ แต่นายสมนึกได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวข้ามทางรถไฟไปทันทีขณะที่รถไฟของโจทก์กำลังจะแล่นผ่านทางตอนนั้นจึงเกิดการเฉี่ยวชนกันขึ้นเป็นเหตุให้รถดีเซลรางชำรุดตกรางได้รับความเสียหายแล่นต่อไปไม่ได้ หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูรธรอำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ดำเนินคดีนายสมนึกในข้อหาขับรถโดยประมาทเฉี่ยวชนทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับอันตรายสาหัส แต่นายสมนึกได้ถึงแก่ความตายจึงมีคำสั่งไม่ฟ้อง การกระทำดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องซ่อมรถดีเซลรางคันพิพาท ซ่อมรางรถไฟที่ได้รับความเสียหาย เสียค่าใช้จ่ายในการนำรถช่วยอันตรายจากสถานีรถไฟอุตรดิตถ์ และสถานีรถไฟบางซื่อมายกรถที่ตกราง ค่าเสียหายที่ขบวนรถไฟไม่สามารถแล่นผ่านไปมาเป็นเหตุให้ขบวนรถสินค้าล่าช้าและเสียหาย ขบวนรถไฟโดยสารล่าช้าและงดเดินหลายขบวน ค่าจ้างรถยนต์ขนถ่ายผู้โดยสารที่มากับขบวนรถไฟ ค่าจ้างขนถ่ายสินค้า อุปกรณ์อาณัติสัญญาณชำรุดเสียหาย รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 20,225,605.52 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 21,742,525.93 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 21,742,525.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 20,225,605.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การว่า ขณะเกิดเหตุไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและใช้รถยนต์บรรทุกเนื่องจากนายสมนึก นำรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไปใช้ในประโยชน์ของตนนอกเวลางานที่จำเลยที่ 3 และนายสมนึกรับจ้าง โดยเมื่อนายสมนึกขับรถรับจ้างถมดินให้แก่จำเลยที่ 3 จนหมดเวลางานแล้ว นายสมนึกกลับนำรถยนต์ไปบรรทุกทรายเพื่อนำไปขายให้แก่ชาวบ้านที่มาจ้างนายสมนึกเป็นการส่วนตัว จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด ขณะเกิดเหตุรถไฟคันพิพาทแล่นด้วยความเร็วเกินอัตรา โดยไม่ได้เปิดหวีดสัญญาเมื่อถึงทางรถไฟที่มีทางรถยนต์ตัดผ่าน และโจทก์ไม่สร้างสิ่งกีดขวางปิดกั้นเมื่อรถไฟจะมาถึง ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการเฉี่ยวชนกัน ทั้งไม่ชะลอความเร็วรถลงเมื่อผ่านย่านชุมชน เหตุรถชนดังกล่าวจึงเกิดความประมาทของโจทก์และพนักงานโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินไป ความจริงแล้วโจทก์เสียหายไม่ถึง 1,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกคันพิพาท แต่ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 4 มิใช่ผู้ครอบครองและใช้รถยนต์ดังกล่าวและมิได้เป็นตัวการของจำเลยที่ 3 กับนายสมนึกขณะเกิดเหตุรถยนต์ดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 3 กับนายสมนึก โดยจำเลยที่ 3 เช่ารถยนต
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง