คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 6237/2545
หลักกฎหมาย
จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย โจทก์และจำเลยจึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ โจทก์ทำสัญญาจ้างกับจำเลยหลายฉบับ และโจทก์ลาออกเพื่อรับบรรจุเป็นพนักงาน แต่โจทก์ก็ทำงานกับจำเลยต่อเนื่องมาตลอดโดยมิได้เว้นช่วงระยะเวลาใดตั้งแต่วันที่จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างในวันแรกของสัญญาจ้างฉบับแรก จนถึงวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ การพิจารณาว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 หรือไม่นั้นโดยทั่วไปต้องพิจารณาถึงเหตุแห่งการเลิกจ้างว่านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่เป็นสำคัญ แม้จำเลยระบุในหนังสือเลิกจ้างว่าเลิกจ้างโจทก์ระหว่างทดลองงาน แต่ก็ระบุถึงเหตุผลในการเลิกจ้างไว้ด้วยว่า โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานฯ ซึ่งจำเลยได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างในคำให้การด้วย การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ระบุไว้ในหนังสือเลิกจ้างและตามคำให้การจำเลยจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทราบเหตุการณ์ที่ ธ. ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานร่วมกันรื้อค้นกระเป๋าของผู้โดยสารแล้วกลับนิ่งเสียไม่รายงานผู้บังคับบัญชา นับว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่และเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างมีเหตุผลเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และพฤติกรรมของโจทก์เป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 583พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 20พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 116พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 117พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 118พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 49พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 54
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 13,913 บาท ค่าจ้าง 204,072 บาท ค่าชดเชย 46,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าจ้างและค่าชดเชยนับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิมหรือจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ 115,950 บาท จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม2539 โจทก์ไม่ได้สมรู้คบคิดกับนายธีระ อ้อมูล (ที่ถูกเป็นอ้อพูล) ในการที่นายธีระรื้อค้นกระเป๋าผู้โดยสาร แต่การที่โจทก์ทราบถึงการกระทำของนายธีระแล้วกลับนิ่งเสียไม่รายงานผู้บังคับบัญชาถือว่าโจทก์บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของจำเลยในกรณีไม่ร้ายแรง โจทก์มีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจ จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้ตามระเบียบของจำเลย ไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยสั่งพักงานโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายเงินเดือนชอบด้วยระเบียบแล้ว โจทก์ทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 จำเลยไม่ได้เลิกจ้างระหว่างทดลองงาน โจทก์ทำงานมาเกินกว่า 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้โจทก์แล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์7,730 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 31 มกราคม2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่สมควรยกขึ้นวินิจฉัยรวมกันไปในข้อแรกว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่เมื่อใดและโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำนวนเท่าใด โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์เริ่มทำงานกับจำเลยตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2535จนกระทั่งวันที่ 11 มิถุนายน 2542 จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงเป็นลูกจ้างของจำเลยถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2542 แม้ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวโจทก์และจำเลยจะทำสัญญาจ้างต่อกันและจำเลยให้โจทก์ลาออกก่อนแล้วบรรจุเป็นพนักงานประจำก็ตาม โจทก์ก็ทำงานในตำแหน่งหน้าที่เดิมต่อเนื่องมาโดยมิได้ขาดช่วงโจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 46,380 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตามฟ้อง ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 20, 116, 118 นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย โจทก์และจำเลยจึงอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุคดีนี้ หาใช่อยู่ภายใต้บังคับของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานหรือพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แต่อย่างใดไม่ ในปัญหาเรื่องสิทธิได้รับค่าชดเชยของโจทก์นั้นระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ข้อ 45 กำหนดว่า"ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้าง ดังนี้.. (3) พนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไปโดยรวมวันหยุด วันลา และวันที่รัฐวิสาหกิจสั่งให้หยุดงานเพื่อประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจให้จ่ายไม่น้อยกว่าเงินเดือนค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน..." กรณีจึงมีปัญหาว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันครบสามปีขึ้นไปหรือไม่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตั้งแต่วันแรกของสัญญาจ้างฉบับแรก เอกสารหมาย ล.4 คือวันที่ 27 มกราคม 2535 ไปจนถึงสิ้นสุดระยะเวลาการจ้างตามข้อตกลงต่อสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.8 คือ วันที่ 31 ธันวาคม 2539 ครั้นวันที่ 14 กันยายน 2539 โจทก์ได้ยื่นใบลาออกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ตามเอกสารหมาย ล.9 เนื่องจากได้รับบรรจุเป็นพนักงานของจำเลย และจำเลยได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 เป็นต้นมาตามเอกสารหมาย ล.10 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.28 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยสั่งพักงานโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.20 ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้โจทก์จะทำสัญญาจ้างกับจำเลยหลายฉบับและโจทก์ได้ลาออกเพื่อรับบรรจุเป็นพนักงานก็ตามแต่โจทก์ก็ทำงานกับจำเลยต่อเนื่องมาตลอดโดยมิได้เว้นช่วงระยะเวลาใดตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2535 จนถึงวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 1 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีขึ้นไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวันตามบทกฎหมายข้างต้นเป็นเงิน 46,380 บาท ส่วนดอก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง