ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 624/2565

หลักกฎหมาย

ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2555 ที่ใช้อยู่ขณะเกิดเหตุ กำหนดวิธีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาไว้หลายวิธี โดยข้อ 37 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "เมื่อองค์คณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่า จากทางไต่สวนข้อเท็จจริงมีพยานหลักฐานพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการอันมีมูลความผิด ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนมีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบและแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ..." วรรคสองกำหนดว่า "ในการแจ้งข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนจัดทำเป็นบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ระบุการกระทำและพฤติการณ์ทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียด... ที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี... โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบการแจ้งข้อกล่าวหาไว้เป็นหลักฐานด้วย" ข้อ 38 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดนัดหรือปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับหนังสือตามข้อ 37 ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไปให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนข้อเท็จจริง..." วรรคสองกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ได้รับหนังสือแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้มีการปิดประกาศหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาไว้โดยเปิดเผยยังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. และภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา..." ลักษณะการแจ้งข้อกล่าวหาตามระเบียบดังกล่าวพอจำแนกตามวัตถุประสงค์ได้เป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ การมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง ซึ่งปกติต้องส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา การส่งบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามข้อ 38 วรรคหนึ่ง และการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 38 วรรคสองนั้น มุ่งให้ผู้ถูกกล่าวหารับทราบข้อกล่าวหาเพื่อประโยชน์ในการชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา โดยแจ้งไปยังภูมิลำเนาและที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ หรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวน ซึ่งเป็นสถานที่อยู่สำคัญที่ผู้ถูกกล่าวหาน่าจะได้รับหนังสือแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าวหา ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหายังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นวิธีการที่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การไต่สวนให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ กรณีที่ไม่อาจแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ด้วยวิธีอื่น คดีนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาครบทั้งสองลักษณะ สำหรับการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยการมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง การส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามข้อ 38 วรรคหนึ่ง และการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 38 วรรคสองนั้น จำเลยที่ 2 จงใจปกปิดภูมิลำเนาของตนเพื่อหลบเลี่ยงมิให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสามารถติดตามดำเนินคดีแก่ตนได้ เจ้าของบ้านแจ้งจำหน่ายชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากทะเบียนบ้านแล้วไปเพิ่มชื่อจำเลยที่ 2 ในทะเบียนบ้านของสำนักงานทะเบียนท้องถิ่น ย่อมทำให้ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสามารถมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 ได้ ถือได้ว่าการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยวิธีอื่นไม่อาจกระทำได้ ต้องนำการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยวิธีปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหายังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. ตามข้อ 38 วรรคสอง มาใช้บังคับ เมื่อการปิดประกาศดังกล่าวกระทำโดยชอบ การสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 147, 157 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 600,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.887/2560 ของศาลจังหวัดสตูล จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 600,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.887/2560 ของศาลจังหวัดสตูล ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรี ผู้เสียหาย ได้รับมอบหมายจากนายกเทศมนตรีตำบลผู้เสียหาย ให้มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งอนุญาต อนุมัติให้ก่อหนี้ (จัดซื้อจัดจ้าง) อนุมัติให้จ่ายเงินตามระเบียบสั่งจ่ายเงินในฎีกาเงินตามงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ รวมทั้งอนุมัติเงินยืมในวงเงินไม่จำกัดจำนวนเฉพาะส่วนสำนักปลัดเทศบาล กองคลัง กองช่าง ลงนามในเช็คร่วมกับปลัดเทศบาลหรือผู้รักษาการแทน ในหมวดเงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว ค่าตอบแทน ค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ โดยไม่จำกัดวงเงินขององค์การบริหารส่วนตำบล กรณีที่นายกเทศมนตรีตำบลผู้เสียหายไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาราชการแทน จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลตำบลผู้เสียหาย มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์สินและเงินงบประมาณของเทศบาลตามระเบียบของทางราชการ รับผิดชอบควบคุม กำกับดูแล บังคับบัญชาการปฏิบัติราชการประจำทุกส่วนงานของเทศบาลผู้เสียหายตั้งแต่สำนักปลัดเทศบาล กองคลัง กองช่าง กองสาธารณสุขและกองการศึกษา เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เทศบาลตำบลผู้เสียหายประกาศใช้บังคับเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยงบประมาณส่วนหนึ่งกำหนดรายจ่ายให้กองการศึกษาจัดกิจกรรมโครงการถนนอาหารฮาลาลเป็นเงิน 500,000 บาท ต่อมาประมาณต้นเดือนมกราคม 2554 จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งสั่งให้นางซอร่า หัวหน้ากองการศึกษา เทศบาลตำบลผู้เสียหายทำบันทึกเสนอขอจัดกิจกรรมโครงการถนนอาหารฮาลาล ประจำปี 2554 ในวันที่ 18 มีนาคม 2554 โดยให้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายจัดกิจกรรม 600,000 บาท มากกว่างบประมาณรายจ่ายที่เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีกำหนดไว้ 100,000 บาท และให้เทศบาลผู้เสียหายโอนงบประมาณรายจ่ายเกี่ยวกับการรับรอง พิธีการด้านศาสนาและประเพณี ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมโครงการประเพณีต่าง ๆ จำนวน 100,000 บาท ไปสมทบ หลังจากนั้นวันที่ 31 มกราคม 2554 เทศบาลตำบลผู้เสียหายออกประกาศตามที่จำเลยที่ 1 สั่งการ ระหว่างนั้นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 เทศบาลตำบลแม่สะเรียง มีหนังสือเชิญคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา และข้าราชการในสังกัดเทศบาลตำบลผู้เสียหายเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการระหว่างวันที่ 16 ถึง 18 มีนาคม 2554 ที่กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เกษียณในหนังสือเชิญดังกล่าวให้ตนเข้าร่วมสัมมนา ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 นางซอร่าจัดทำบันทึกขออนุมัติจัดกิจกรรมโครงการดังกล่าวเสนอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาจำเลยที่ 2 ตรวจโครงการแล้วเสนอให้จำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีพิจารณาอนุมัติ ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจในตำแหน่งสั่งให้กองคลังเทศบาลผู้เสียหายทำสัญญายืมเงินทดรองราชการ 600,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ เมื่อได้รับเงินยืมทดรองราชการดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 โอนเงิน 568,500 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางอมมีสลาม๊ะ ภริยาของจำเลยที่ 1 ส่วนที่เหลือ 31,500 บาท โอนให้แก่บุคคลอื่น วันที่ 7 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกขออนุญาตเดินทางเข้าร่วมสัมมนา วันที่ 8 มีนาคม 2554 นายอดิศักดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลผู้เสียหายสั่งให้จำเลยทั้งสองไปร่วมสัมมนา จำเลยทั้งสองเดินทางไปเข้าร่วมสัมมนา โดยไม่ได้ดำเนินการให้มีการนำเงินยืมทดรองราชการดังกล่าวไปใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมโครงการ ไม่ได้มอบคืนให้แก่เทศบาลตำบลผู้เสียหาย ทั้งมิได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลผู้เสียหายจัดกิจกรรมโครงการแทน หลังจากนั้นวันที่ 4 เมษายน 2554 จำเลยที่ 2 นำข้อเท็จจริงเรื่องการยืมเงินทดรองราชการและเรื่องที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินยืมทดรองราชก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2565 · ทนอย Thanoy