คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 6250/2540
หลักกฎหมาย
ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานเพราะเป็นการเลิกจ้างตามมติที่ประชุมคณะกรรมการของจำเลยเนื่องจากโจทก์มีความผิดตามระเบียบว่าด้วยการพนักงานของจำเลยเพราะโจทก์สร้างความขัดแย้งแตกแยกในหมู่พนักงาน จึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมนั้น ตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว อ้างว่าสาเหตุที่เลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ผิดระเบียบว่าด้วยการพนักงานของจำเลยดังกล่าว แต่ศาลแรงงานฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่มีความผิดในการปฏิบัติหน้าที่หรือมีความประพฤติเสียหายอันจะถือได้ว่ามีเหตุผลสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ได้เช่นนี้ข้ออุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ในปี 2536 โจทก์ทำงานกับจำเลยเต็มปีทางบัญชี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามระเบียบวาระการประชุมกรรมการดำเนินการซึ่งจำเลยกำหนดจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานที่ปฏิบัติงานครบ1 ปี ได้รับเต็มจำนวนหมายถึง เท่ากับเงินเดือน 1 เดือนจำเลยต้องจ่ายเงินโบนัสสำหรับปี 2536 ให้แก่โจทก์จำนวน18,140 บาท ส่วนจะได้รับเท่าใดนั้น ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าการที่จำเลยตกลงจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานที่ปฏิบัติงานครบ 1 ปีได้รับเต็มจำนวนคือ เงินเดือน 1 เดือน เมื่อระเบียบวาระการประชุมกรรมการดำเนินการระบุว่า พนักงานเต็มปี53.08 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน 538,273.61 บาท หมายถึงพนักงานที่ปฏิบัติงานครบ 1 ปี ได้รับเต็มจำนวนคือ 53.08 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน 1 เดือน หาใช่หมายถึงได้รับเท่ากับเงินเดือน1 เดือน โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสปี 2536 จำนวน53.08 บาท เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือนจำนวน 1 เดือน เท่านั้นคือ 18,140 บาท คิดเป็นเงิน 9,628.71 บาท ความในข้อ 31 วรรคหนึ่ง แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ที่กำหนดว่าถ้านายจ้างผิดนัดในการจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายดอกเบี้ยแก่ลูกจ้างในระหว่างผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปีบทบัญญัติดังกล่าวหาได้กำหนดเรื่องค่าเสียหายที่นายจ้างจะต้องจ่ายระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีไม่ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 49 มิได้บัญญัติกำหนดอัตราดอกเบี้ยของค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้างไว้ กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224ซึ่งเป็นบทบัญญัติทั่วไป ที่กำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในส่วนค่าเสียหายได้เพียงอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีเท่านั้น
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 10ป.พ.พ. 224พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 49พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 54
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นพนักงานประจำตั้งแต่เดือนเมษายน 2511 โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการพิมพ์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ18,140 บาท เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2537 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้าง โดยอ้างเหตุว่า โจทก์ไม่นำพาต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามให้เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับแบบแผนและวิธีปฏิบัติหย่อนสมรรถภาพในการปฏิบัติงาน กระด้างกระเดื่องและปฏิบัติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการบริหารงานของจำเลย ซึ่งไม่เป็นความจริงจำเลยไม่เคยว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ ทั้งไม่ได้ตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์จำเลยเงินบำเหน็จและค่าชดเชยแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน424,083 บาท โดยให้โจทก์ลงชื่อในบันทึกการรับเงินว่าจะไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลย โดยโจทก์ไม่สมัครใจ บันทึกดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะและการกระทำของจำเลยเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 501,118 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสจำนวน 36,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์จริงและเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้ว เนื่องจากคณะอนุกรรมการที่จำเลยแต่งตั้งเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานของโจทก์ รายงานผลการตรวจสอบพบข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานของโจทก์และไม่น่าไว้วางใจ โจทก์ไม่นำพาต่อการที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชาและอื่น ๆ จำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ และจ่ายเงินบำเหน็จและค่าชดเชยให้โจทก์แล้ว โจทก์ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับเงินโบนัส จำเลยได้จ่ายเงินโบนัสให้ลูกจ้างเพียงปีเดียวคือปี 2536 และจ่ายเพียง 53.08 เปอร์เซ็นต์ของอัตราเงินเดือนที่ลูกจ้างได้รับเท่านั้นมิใช่จ่ายให้เท่ากับเงินเดือน 1 เดือน ตามที่โจทก์เรียกร้อง ส่วนดอกเบี้ยของเงินโบนัสดังกล่าวอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลย ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีจากค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องนั้นหากฟังได้ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายก็มีสิทธิเรียกได้เพียงอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 มิใช่ร้อยละสิบห้าต่อปี และโจทก์เรียกค่าเสียหายจำนวนสูงเกินไป โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะโจทก์ทำหลักฐานเป็นหนังสือสละสิทธิฟ้องร้องจำเลยต่อศาลแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นพิพาทดังนี้ ข้อ 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อ 2. การเลิกจ้างเป็นธรรมหรือไม่ หากไม่เป็นธรรมต้องชดใช้ค่าเสียหายเพียงใด ข้อ 3. จำเลยต้องรับผิดเงินโบนัสหรือไม่เพียงใด ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้ยกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อ 2 และ ข้อ 3 โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิพากษาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางและให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามประเด็นพิพาทข้อ 2 และข้อ 3 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยในประเด็นพิพาทข้อ 2และข้อ 3 ว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อเดือนเมษายน 2511 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการพิมพ์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 18,140 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยจ่ายเงินบำเหน็จและค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน424,083 บาท พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีความผิดอันจะถือได้ว่ามีเหตุผลสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บท ส่วนเงินโบนัสปี 2536 นั้นโจทก์ทำงานกับจำเลยเต็มปีทางบัญชี โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามระเบียบของจำเลย ตามเอกสารหมาย ล.2 และพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2524ตามเอกสารหมาย จ.8 ตามระเบียบวาระการประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 24 ครั้งที่ 3/2537 ลงวันที่ 22 ธันวาคม 2537 เอกสารหมาย จ.9 จำเลยกำหนดจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานที่ปฏิบัติงานครบ 1 ปีได้รับเต็มจำนวนหมายถึง เท่ากับเงินเดือน 1 เดือน จำเลยต้องจ่ายเงินโบนัสสำหรับปี 2537 (ที่ถูกปี 2536) ให้แก่โจทก์จำนวน18,140 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสสำหรับปี 2537พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท และเงินโบนัสจำนวน 18,140 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี และร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานเพราะเป็นการเลิกจ้างตามมติที่ประชุมคณะกรรมการของจำเลย เนื่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง