คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 6255/2541
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองและใช้วัตถุระเบิดดังกล่าวไปกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ถือว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสาม และเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียว แต่มีความผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 78 วรรคสามซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 90ป.อ. 288พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 78
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 80, 83, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 55, 78 และริบของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นายสมจิต เกื้อเพชรแก้วบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวรวุฒิ เกื้อเพชรแก้ว ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 80, 83, 288 ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคแรกลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง เนื่องจากอายุยังไม่เกิน17 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 (ที่ถูกประกอบด้วยมาตรา 53) ฐานฆ่าผู้อื่น คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 25 ปีจำเลยที่ 4 ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกมาตรา 78ประกอบด้วยมาตรา 53) คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 12 ปี6 เดือน จำเลยที่ 4 มีกำหนด 25 ปี ฐานมีวัตถุระเบิด คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี จำเลยที่ 4 มีกำหนด 6 ปี จำเลยที่ 3และที่ 4 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยที่ 3มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด13 ปี 12 เดือน จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 28 ปี ริบของกลางยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2มีความผิด 2 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ประกอบด้วยมาตรา 83, 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 และ 83และพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 55, 78 วรรคแรกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 288 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1อายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 ประกอบด้วยมาตรา 53 ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุก 25 ปี และลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดจำคุก 3 ปี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 28 ปี คำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 18 ปี 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดจำคุก 6 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 คงลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดจำคุก 4 ปีเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมเป็นจำคุก 37 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 3 นำลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารจีนคอมมิวนิสต์แบบ 82-2 จำนวน 1 ลูกมอบให้จำเลยที่ 4 ขว้างทำร้ายผู้ตายทั้งสองกับพวกตามฟ้องคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมมีแต่นายยุทธภูมิเพียงผู้เดียว ซึ่งมีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3และที่ 4 แต่พนักงานสอบสวนสอบสวนเป็นพยาน ถ้อยคำของนายยุทธภูมิย่อมมีน้ำหนักน้อยและยังต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังอีกด้วย ประกอบกับนายยุทธภูมิเบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนให้น่าเชื่อถือข้อเท็จจริงคงรับฟังได้แต่เพียงว่าระหว่างเกิดเหตุจำเลยที่ 1 และที่ 2 อยู่รวมกลุ่มด้วยกันกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 กับพวกเท่านั้น พฤติการณ์ไม่พอบ่งชี้ชัดว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 อยู่ในขอบเขตแห่งเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงตกอยู่ในความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทำความผิดรายนี้หรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง