ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559

ฎีกาที่ 6258/2559

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย คำร้องขอของโจทก์ร่วมทั้งสองที่ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีสินค้าบนรถยนต์ได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายของรถยนต์ ค่าลากรถยนต์และค่าเช่ารถคันอื่นมาใช้ทดแทน เป็นค่าสินไหมทดแทนนอกเหนือจากที่สามารถเรียกได้ในกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกาย จึงไม่ใช่คำขอบังคับให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลยในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคสาม ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นกรณีที่โจทก์ร่วมทั้งสองต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิด การพิจารณาสิทธิในการฎีกาต้องถือทุนทรัพย์ในหนี้ค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมแต่ละคนแยกกัน ส่วนค่าขาดประโยชน์และค่าเสียหายในทางทรัพย์สินอันเกิดจากการประกอบกิจการร่วมกัน ต้องแยกเป็นจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ตกได้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงมีจำนวนไม่เกินสองแสนบาท ฎีกาของจำเลยที่โต้แย้งว่าค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้จำเลยรับผิดยังสูงเกินไป เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามกฎหมาย จำเลยให้การว่า โจทก์ร่วมทั้งสองมีสิทธิได้รับชดใช้ค่ารักษาพยาบาลจากบริษัท ก. ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น มิได้หยิบยกเรื่องสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัท ท. กับมิได้โต้แย้งเรื่องความเป็นเจ้าของรถยนต์ขึ้นต่อสู้เพื่อปฏิเสธความรับผิด อุทธรณ์ทั้งสองประเด็นจึงอยู่นอกประเด็นตามคำให้การ เป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวชอบแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ทั้งสองต้องสูญเสียรายได้จากกิจการที่ทำอยู่ก่อนเกิดเหตุให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง การที่จำเลยอุทธรณ์โต้แย้งว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ จึงเป็นการโต้แย้งค่าเสียหายส่วนที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำเลยต้องรับผิด อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชัดแจ้ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ชอบแล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157 ระหว่างพิจารณานายวัชรินทร์กับนางสาวอมรรัตน์ ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 เรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 44,664 บาท ค่ารักษาพยาบาลโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 2,000 บาท ค่ายกรถหลังเกิดเหตุ 4,000 บาท โจทก์ร่วมทั้งสองเปิดร้านขายสินค้าเบ็ดเตล็ด เมื่อประสบเหตุโจทก์ร่วมทั้งสองต้องรักษาตัวไม่อาจเปิดร้านขายของได้ต้องขาดประโยชน์ 100,000 บาท สินค้าในรถของโจทก์ร่วมทั้งสองเสียหาย 21,920 บาท หลังจากนั้นโจทก์ร่วมทั้งสองนำรถคันเกิดเหตุไปประเมินความเสียหายปรากฏว่าต้องเสียค่าซ่อม 200,000 บาท และค่าเช่ารถมาใช้เพื่อค้าขาย 36,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 408,584 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 407,344 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า โจทก์ร่วมทั้งสองสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนที่เกินจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เรียกร้องได้จากบริษัทแอลเอ็มจีประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรับประกันภัยรถยนต์ของจำเลย โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่ได้รับบาดเจ็บจริง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดค่ารักษาพยาบาลโจทก์ร่วมทั้งสอง โจทก์ร่วมทั้งสองไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือต้องกายภาพบำบัด ไม่มีอาการบ่งชี้ถึงความทนทุกข์ทรมานจากการเกิดอุบัติเหตุ หากต้องทนทุกข์ทรมานก็เป็นจำนวนรวมไม่เกิน 40,000 บาท ค่าเสื่อมสภาพทางร่างกายเป็นการเรียกค่าเสียหายซ้ำซ้อน ค่าเดินทางไปพบแพทย์และค่าอาหารของบุตรเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุไม่มีเอกสารยืนยัน ค่าขาดประโยชน์จากการขาดรายได้ โจทก์ร่วมทั้งสองกล่าวอ้างลอยๆ หากมีก็ไม่เกินจำนวนรวม 40,000 บาท โจทก์ร่วมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการให้บุตรหยุดงานมาดูแล ไม่สามารถเรียกค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยได้ คำร้องของโจทก์ร่วมทั้งสองเคลือบคลุม ไม่แสดงข้ออ้างที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ชัดเจน ทำให้จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยชำระเงิน 208,014 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 มิถุนายน 2556) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน กย 4843 ชลบุรี โดยประมาทชนรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บฉ 2855 เพชรบุรี ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับมาโดยมีโจทก์ร่วมที่ 2 นั่งมาด้วย ทำให้โจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายและรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บฉ 2855 เพชรบุรี ได้รับความเสียหาย คดีอาญายุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อที่ว่า การใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ของโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันที่ได้รับความเสียหายชอบหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การแต่เพียงว่า โจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้ค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น มิได้หยิบยกเรื่องสิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กับมิได้โต้แย้งเรื่องความเป็นเจ้าของรถยนต์ขึ้นต่อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6258/2559 · ทนอย Thanoy