คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 627/2542
หลักกฎหมาย
เมื่อผู้ร้องได้ชำระค่าเช่าซื้อที่ดินให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาเช่าซื้อแล้วลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิใดที่จะได้รับจากผู้ร้องอีก ลูกหนี้คงมีแต่เพียงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ ตามสัญญาเช่าซื้อ คือการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่ผู้ร้องต่อไปผู้ร้องจึงเป็นฝ่ายมีสิทธิอันจะพึงได้รับตามสัญญาเช่าซื้อหาใช่เป็นสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมาไม่กรณีดังกล่าว จึงไม่อยู่ในวิสัยที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านจะมา พิจารณาว่า สิทธิตามสัญญาที่ผู้ร้องจะพึงได้รับไปนี้มีภาระเกินควร กว่าประโยชน์อันจะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้ตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122 หรือไม่ เมื่อครบกำหนดชำระเงินค่าเช่าซื้องวดสุดท้าย ผู้ร้องที่ 68 ได้ติดต่อกับลูกหนี้เพื่อให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและรับเงินงวดสุดท้ายแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่รับชำระเงินเองและไม่สามารถดำเนิน การโอนที่ดินตามสัญญาให้แก่ผู้ร้องที่ 68 ได้ เนื่องจากลูกหนี้ ได้นำที่ดินที่ให้เช่าซื้อไปจำนองไว้แก่ธนาคารและบุคคลอื่นแล้ว ดังนั้น ย่อมถือได้ว่าลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อผู้ร้องที่ 68 แม้ต่อมาลูกหนี้ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและผู้คัดค้าน เข้ามาจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามกฎหมายแล้ว แต่ผู้คัดค้าน ในฐานะเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ซึ่งเป็นฝ่ายผิดสัญญา จะอ้างอำนาจตาม พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 122 เพื่อไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อต่อผู้ร้องซึ่งถือไม่ได้ว่า เป็นฝ่ายผิดสัญญาย่อมเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น เมื่อผู้ร้องประสงค์ จะขอรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เช่าซื้อและชำระราคาส่วนที่เหลือ ให้แก่ผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านชอบที่จะต้องโอนที่ดินตามสัญญาให้ ผู้ร้องและรับชำระราคาส่วนที่เหลือจากผู้ร้อง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
คดีทั้ง 19 สำนวนนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่12 กรกฎาคม 2526 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย)เด็ดขาด ผู้ร้องทั้ง 19 ราย ต่างยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ลูกหนี้ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า"บริษัทเสรีสากลธุรกิจ จำกัด"ได้ทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินไว้กับผู้ร้องทั้ง 19 ราย ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับสิทธิตามสัญญาและปฏิบัติตามสัญญาต่อผู้ร้องทั้ง 19 รายเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยกคำร้องผู้ร้องทั้ง 19 ราย จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยอมรับสิทธิตามสัญญากับโอนที่ดินที่เช่าซื้อให้แก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคำร้องของ ผู้ร้องทั้ง 19 ราย และคำร้องของ ผู้อื่นอีก 49 รายอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ดินทำนองเดียวกัน และพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่วนมากเป็นชุดเดียวกัน เพื่อสะดวกแก่การพิจารณาจึงมีคำสั่งให้รวมพิจารณาคำร้องทั้ง 68 รายเข้าด้วยกันโดยให้เรียกผู้ร้อง 19 สำนวนนี้ว่า ผู้ร้องที่ 4 ที่ 10 ที่ 11ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 21 ที่ 27 ที่ 31 ที่ 35 ที่ 45 ที่ 47ที่ 50 ที่ 52 ที่ 62 ที่ 68 ที่ 69 ที่ 98 และที่ 99 ตามลำดับส่วนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เรียกว่าผู้คัดค้าน ผู้ร้องทั้ง 19 รายยื่นคำร้องใจความทำนองเดียวกันว่าในปี 2515 ผู้ร้องได้ทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 4059, 711 ถึง 716, 33375 ถึง 33382, 27629, 27630ซึ่งอยู่ที่ตำบลสีกัน อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร กับลูกหนี้ลูกหนี้ได้จัดสรรแบ่งให้เช่าซื้อเป็นแปลงย่อยในราคาตารางวาละ650 บาท ผ่อนชำระเป็นรายเดือนจนกว่าจะครบ หากไม่ผิดนัดและชำระครบถ้วนแล้วลูกหนี้จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เช่าซื้อให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องเช่าซื้อกันรายละ 1 แปลง แปลงละ 60 ตารางวาราคาเช่าซื้อ 39,000 บาท เว้นแต่ผู้ร้องที่ 68 เช่าซื้อที่ดินเนื้อที่ 105 ตารางวา ราคาตารางวาละ 750 บาท เป็นเงิน78,750 บาท ผู้ร้องแต่ละรายได้ทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อไว้กับกรรมการผู้จัดการของลูกหนี้ ผู้ร้องแต่ละรายเว้นแต่ผู้ร้องที่ 11ที่ 15 ที่ 18 ที่ 35 ที่ 47 ที่ 52 ที่ 68 และที่ 69 ต่างไม่เคยผิดนัดและได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้วก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ไว้เด็ดขาด ต่อมาวันที่12 กันยายน 2526 ผู้ร้องต่างได้ยื่นคำขอให้ผู้คัดค้านปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อ โดยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ผู้ร้องวันที่ 6 ธันวาคม 2526 ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ยกคำร้องของ ผู้ร้องทุกรายโดยอ้างว่าเป็นกรณีที่ดินตามสัญญาเช่าซื้อติดจำนองธนาคารผู้มีชื่อและได้อ่านคำสั่งให้ผู้ร้องฟังเมื่อวันที่6 กุมภาพันธ์ 2527 ผู้ร้องเห็นว่าคำสั่งของผู้คัดค้านไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะการจำนองแก่ธนาคารผู้มีชื่อดังกล่าวมิใช่เป็นเรื่องทรัพย์สินของลูกหนี้หรือสิทธิตามสัญญามีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 122 กับทั้งตามคำสั่งของผู้คัดค้านก็ไม่ได้สั่งให้ปรากฏว่าที่ดินที่ผู้ร้องเช่าซื้อติดจำนองแปลงละเท่าใด เพียงแต่กล่าวรวม ๆว่า ลูกหนี้นำที่ดินมาจำนองรวม 2,028 โฉนด เป็นเงินประมาณ73,000,000 บาท นอกจากนั้นผู้คัดค้านได้มีคำสั่งยกคำร้องปฏิเสธสิทธิของผู้ร้องเกินกำหนดเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่ผู้ร้องแต่ละรายยื่นคำร้องไว้ขอให้มีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านโดยให้ผู้คัดค้านโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งผู้ร้องแต่ละรายเช่าซื้อไว้ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 4059, 711 ถึง 716, 33375 ถึง 33382,27629, 27630 โดยปลอดจำนอง เว้นแต่ที่ดินดังกล่าวติดจำนองและภาระจำนองไม่มากเกินไป ผู้ร้องก็ยินดีจะรับโอนโดยติดจำนอง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านคำร้องทั้ง 19 ราย ใจความอย่างเดียวกันว่าที่ดินซึ่งผู้ร้องแต่ละรายทำหนังสือสัญญาเช่าซื้อไว้กับลูกหนี้ลูกหนี้ได้จำนองไว้แก่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีภาระหนี้จำนองทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยประมาณ 200,000,000 บาท จะโอนให้ผู้ร้องได้ต่อเมื่อไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่ไม่มีเงินในกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่จะใช้ไถ่ถอน และหนี้ที่ผู้ร้องแต่ละรายชำระตามสัญญาเช่าซื้อมีเพียงเล็กน้อย สิทธิตามสัญญาเช่าซื้อของผู้ร้องมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่กองทรัพย์สินของลูกหนี้จะพึงได้รับ และเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2526 ผู้คัดค้านเพิ่งทราบว่าที่ดินติดภาระจำนองมากกว่าประโยชน์ที่กองทรัพย์สินของลูกหนี้จะพึงได้รับหลังจากสอบสวนเสร็จและได้แจ้งคำสั่งปฏิเสธให้ผู้ร้องทราบภายใน 3 เดือน นับแต่สอบสวนเสร็จขอให้ยกคำร้อง ระหว่างพิจารณา นาวาอากาศตรีนิรันดร์ ร่มสายหยุดผู้ร้องที่ 35 ถึงแก่ความตาย ร้อยโทสุนทร ร่มสายหยุดยื่นคำร้องขอเป็นคู่ความแทนที่ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งกลับคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านที่ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 4 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18ที่ 21 ที่ 27 ที่ 31 ที่ 35 ที่ 45 ที่ 47 ที่ 50 ที่ 52 ที่ 62ที่ 69 ที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง