คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 6286/2539
หลักกฎหมาย
โจทก์ไม่ได้มาให้ถ้อยคำยินยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดินทั้งมิได้มอบอำนาจให้ บ. ซึ่งเป็นภริยาไปให้ถ้อยคำยินยอมแทนในการที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาท การกระทำของ บ. ไม่ผูกพันโจทก์ จำเลยที่ 1 มิได้นำทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกทั้งหมดมาให้ถ้อยคำยินยอมต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การจดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เฉพาะส่วนของโจทก์และทายาทคนอื่น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 81และกฎกระทรวง ฉบับที่ 24(พ.ศ. 2516) การจดทะเบียนรับมรดกคงสมบูรณ์เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 สิทธิครอบครองที่ดินที่จะมีการแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ต้องเป็นของผู้อื่นหาได้หมายถึงที่ดินที่ตนเป็นผู้มีสิทธิครอบครองเองไม่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อสู้ว่าได้ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต และมีสิทธิครอบครองแล้วจึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องแย่งการครอบครอง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายมากกับนางผัน ทรวงดอน นายมากถึงแก่กรรมไปนานแล้ว ส่วนนางผันถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2525 ขณะถึงแก่กรรมนางผันมีทรัพย์มรดกซึ่งตกทอดแก่ทายาทคือที่ดิน 2 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 559 และเลขที่ 661 หลังจากนางผันถึงแก่กรรมโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันครอบครองที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา ต่อมาจำเลยที่ 1ไปขอรับมรดกและจดทะเบียนรับมรดกที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวมาเป็นของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมและในวันเดียวกันนั้นเองจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งจำเลยทั้งสามทราบอยู่แล้วว่าจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริต ดังนั้น นิติกรรมจดทะเบียนรับมรดกและนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นนิติกรรมที่ฉ้อฉลตกเป็นโมฆะไม่มีผลตามกฎหมาย ต่อมาที่ดินตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 559 และเลขที่ 661 จึงเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 34163และ 23744 โดยออกโฉนดเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งมิใช่ผู้มีสิทธิในที่ดินอย่างแท้จริง ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 559 และเลขที่ 661 เป็นมรดกของนางผัน ทรวงดอน ให้เพิกถอนนิติกรรมที่จำเลยที่ 1จดทะเบียนรับมรดกที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 559 และเลขที่ 661นั้นเสีย และเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินตาม น.ส.3 ก.เลขที่ 559 และเลขที่ 661 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2และที่ 3 ให้ถอนชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากโฉนดที่ดินเลขที่ 34163 และเลขที่ 23744 แล้วให้ใส่ชื่อนางผัน ทรวงดอนในโฉนดแทน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3ซื้อที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตจดทะเบียนซื้อขายกันต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และชำระราคาให้แก่จำเลยที่ 1ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงให้แก่จำเลยที่ 2 เข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์โดยสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 1 ปีแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย ทายาทของนางผันซึ่งรวมถึงโจทก์ด้วยร่วมรู้เห็น จำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าที่ดินแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกทุกคนแล้ว ต่อมาที่ดินพิพาทมีราคาสูงขึ้น โจทก์ต้องการที่ดินคืนจึงฟ้องเป็นคดีนี้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2และที่ 3 ตั้งแต่ปลายปี 2526 อันเป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกโฉนดที่ดินโดยชอบตามกฎหมายไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการทำนิติกรรมและเพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2และที่ 3 ออกจากโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 559และเลขที่ 661 ตำบลโคกไทย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมาและให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และให้ใส่ชื่อนางผัน ทรวงดอน เจ้ามรดกเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินเลขที่ 34163 และเลขที่ 23744 ตำบลโคกไทยอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายมากกับนางผัน ทรวงดอนมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันรวม 7 คน นายมากถึงแก่กรรมไปนานแล้ว นางผันถึงแก่กรรมเมื่อปี 2525 นางผันมีมรดกคือ ที่ดินพิพาท 2 แปลง ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 559 และเลขที่ 661 ตำบลโคกไทย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2526 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลง มาเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาปี 2532 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้นำที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงไปออกโฉนดที่ดินซึ่งทางราชการได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 34163 สำหรับ น.ส.3 ก. เลขที่ 559 และโฉนดที่ดินเลขที่ 23744 สำหรับ น.ส.3 ก. เลขที่ 661 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาททั้ง 2 แปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ในปัญหาดังกล่าวโจทก์เบิกความว่าขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนรับมรดกที่ดินพิพาท 2 แป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง