ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561

ฎีกาที่ 6292/2561

หลักกฎหมาย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 ผู้คัดค้านในฐานะผู้ถูกบังคับตามคำชี้ขาดจึงอาจยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลชั้นต้นปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา 43 ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุตามมาตรา 43 (1) ถึง (6) ที่จะไม่บังคับตามคำชี้ขาดหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ากรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง สัญญาซื้อขายหุ้นกำหนดว่า ความสมบูรณ์ การตีความ และการดำเนินการตามสัญญานี้ให้ใช้บังคับตามกฎหมายไทย ทั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงการขัดกันของกฎหมาย การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทตามสัญญาซื้อขายหุ้นของอนุญาโตตุลาการจึงต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 การที่อนุญาโตตุลาการชี้ขาดให้ผู้คัดค้านทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยทบต้นรายวัน ซึ่งก็คือให้ผู้ร้องคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยได้นั้น ย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 224 วรรคสอง และเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีจึงไม่อาจบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ของอนุญาโตตุลาการได้ ผู้คัดค้านทั้งสองจึงคงรับผิดชำระดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับผู้คัดค้านทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 146,595,072 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันผิดนัด (วันที่ 22 มีนาคม 2555) จนถึงวันที่ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ (วันที่ 9 มิถุนายน 2557) คำนวณเป็นดอกเบี้ย 24,399,042.81 บาท ร่วมกันชำระเงินจำนวน 704,166.05 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 2,536,700 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 146,595,072 บาท จำนวน 704,166.05 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 2,536,700 ดอลลาร์ฮ่องกง แก่ผู้ร้อง นับแต่วันถัดจากวันที่ผู้คัดค้านทั้งสองได้รับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจนกว่าจะชำระเสร็จ คำนวณดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2557 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 8,976,437.97 บาท 43,118.11 ดอลลาร์สหรัฐ และ 155,329.44 ดอลลาร์ฮ่องกง ตามลำดับ ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก กับให้ผู้คัดค้านทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 50,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องอุทธรณ์ขอให้ผู้คัดค้านทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวน 146,595,072 บาท และดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวของเงินจำนวน 704,166.05 ดอลลาร์สหรัฐ และจำนวน 2,536,700 ดอลลาร์ฮ่องกง นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ผู้ร้องจึงไม่อาจมีคำขอให้บังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่กำหนดสถานะความรับผิดของผู้คัดค้านทั้งสองจากการผิดสัญญาซื้อขายหุ้นไว้โดยเฉพาะแล้วได้ และตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 นั้น ศาลไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับเกินคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลชั้นต้นกำหนดในเรื่องดอกเบี้ยแตกต่างไปจากคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นยกคำขอของผู้ร้องในส่วนนี้มาจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น สำหรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองที่ว่า ตามพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำมาสืบยังรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของสาธารณรัฐเกาหลี ผู้ร้องจึงไม่อาจร้องขอต่อศาลให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ข้อยกเว้นตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านในประเด็นดังกล่าวนี้ ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ แต่เป็นการขอให้ศาลปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้ออ้างของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานและเนื้อหาในประเด็นข้อพิพาทที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย มิใช่การโต้แย้งตามมาตรา 40 (1) (ก) ถึง (จ) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลจะเพิกถอนคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการก็ดี หรือที่อุทธรณ์ว่า อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก็ดี ข้ออุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองดังกล่าวนี้เท่ากับเป็นการกล่าวอ้างว่า คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนรวมทั้งฝ่าฝืนต่อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 45 (1) และ (2) ผู้คัดค้านจึงมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่ากรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น เป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 ผู้คัดค้านในฐานะผู้ถูกบังคับตามคำชี้ขาดจึงอาจยื่นคำคัดค้านขอให้ศาลชั้นต้นปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการได้ตามมาตรา 43 ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุตามมาตรา 43 (1) ถึง (6) ที่จะไม่บังคับตามคำชี้ขาดหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นไปวินิจฉัยว่า กรณีไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นตามคำร้องและคำคัดค้านที่ศาลชั้นต้นยังมิได้วิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6292/2561 · ทนอย Thanoy