คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 63/2559
หลักกฎหมาย
ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จะระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง แต่ปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม โดยมิได้ยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างว่า ฟ้องโจทก์เป็นการกระทำกรรมเดียวกันกับคดีก่อน ศาลอุทธรณ์จะหยิบปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับตามมาตรา 39 (4) จึงไม่อาจรับฟังได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 18, 58, 62, 64, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 5, 6, 7, 9, 27, 51, 54, 57, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3800/2557, 3801/2557, 3802/2557, 3803/2557, 3804/2557, 3805/2557, 3806/2557, 3807/2557, 3808/2557, 3809/2557, 3810/2557, 3811/2557, 3813/2557, 3814/2557, 3815/2557, 3816/2557, 3817/2557, 3818/2557, 3819/2557, 3820/2557, 3821/2557, 3822/2557, 3823/2557, 3824/2557, 3825/2557 และ 3826/2557 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 27, 54 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 12 (1) วรรคหนึ่ง, 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2551 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 51 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 2 เดือน ฐานรับคนต่างด้าว ซึ่งไม่มีใบอนุญาตให้ทำงานเข้าทำงาน ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 10,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ต้องระบุว่าเป็นความผิดตามมาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง และมาตรา 12 (1), 18 วรรคสอง, 62 วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามมาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท ฐานเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้จำเลยทั้งสองกระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 เดือนและปรับ 5,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 1 กระทำความผิดลักษณะเดียวกัน 26 คดี จึงไม่รอการลงโทษจำคุก ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3952/2557, 3953/2557, 3954/2557, 3955/2557, 3956/2557, 3957/2557, 3958/2557, 3959/2557, 3960/2557, 3961/2557, 3962/2557 และ 3963/2557 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอื่นนอกจากนี้ยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง กับให้ยกคำขอนับโทษต่อด้วย คงลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานอื่น และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม ตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 64 วรรคหนึ่ง ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพโดยมิได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวอ้างว่าความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3954/2557 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกัน กรณีจึงไม่มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานช่วยเหลือซ่อนเร้นเพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุมคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3954/2557 ของศาลชั้นต้น เป็นการกระทำกรรมเดียวกันหรือไม่ แม้ปัญหาเรื่องสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จะระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) หรือไม่ จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ก็ตาม แต่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง