คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2561
ฎีกาที่ 6304/2561
หลักกฎหมาย
ข้อความในบันทึกคำรับสารภาพที่จำเลยทั้งสามต่างเขียนขึ้นเองมีข้อความในส่วนที่ตรงกันสรุปได้ว่า จำเลยทั้งสามปรึกษาและออกเงินรวบรวมให้จำเลยที่ 1 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจาก ส. โดยระบุจำนวนเงินของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ด้วย ทั้งยังได้ความจากบันทึกคำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 เพิ่มเติมว่า ที่มีการปรึกษาและรวบรวมเงินไปซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเนื่องจาก ด. โทรศัพท์ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 3 และตามคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็สอดคล้องกันในส่วนที่แสดงว่า จำเลยที่ 1 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนมาให้จำเลยที่ 3 เพื่อขายให้แก่ ด. ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจพบยึดได้ที่บ้านจำเลยที่ 2 อยู่ในลักษณะที่เปิดเผยบนโต๊ะและตกบนพื้นบ้าน การที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนเป็นการกระทำที่สำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งทำให้จำเลยที่ 3 ได้เมทแอมเฟตามีนมาขายให้ ด. ได้สำเร็จ แม้ไม่ปรากฏหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนในการตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ ด. ก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนมาให้ ส่วนจำเลยที่ 3 มีหน้าที่จำหน่ายแก่ ด. ข้อเท็จจริงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนตามฟ้อง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 และริบของกลาง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีน 28 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่มิได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 100/2 (ที่ถูก 100/2 เฉพาะจำเลยที่ 1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี และปรับ 150,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี และปรับ 200,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 150,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2) (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทวรรคหนึ่ง), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุก 4 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และทางนำสืบของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี และปรับ 75,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 133,333.33 บาท จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี 16 เดือน และปรับ 133,333.33 บาท ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีกำหนด 1 ปี 6 เดือน และปรับ 75,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า วันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจตรี คมสันต์ ดาบตำรวจ สุวิทย์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น กับพวกร่วมกันวางแผนให้สายลับชื่อนายแดง ไม่ทราบชื่อสกุล โทรศัพท์ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 3 แล้วจำเลยที่ 3 ไปรับเงิน 6,400 บาท จากนายแดง ซึ่งเป็นธนบัตรที่เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายสำเนาและลงบันทึกประจำวันไว้ จากนั้น จำเลยที่ 3 ไปบ้านจำเลยที่ 2 พบกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้วให้จำเลยที่ 1 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีน 28 เม็ด จากนายสุทธิศักดิ์หรือบอย ด้วยเงิน 7,400 บาท ซึ่งมีธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อรวมอยู่ด้วย นำมาให้จำเลยที่ 3 มอบให้นายแดงซึ่งมารับเมทแอมเฟตามีนที่บ้านจำเลยที่ 2 แล้วกลับออกไป ร้อยตำรวจตรี คมสันต์และดาบตำรวจ สุวิทย์กับพวกเข้าจับกุมจำเลยทั้งสาม กับนายเดี่ยว ซึ่งต่อมาได้รับการปล่อยตัวไป พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 28 เม็ด โดยส่วนหนึ่งได้รับจากสายลับ อีกส่วนได้จากบ้านจำเลยที่ 2 โดยมีจำนวนหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ อีก 1 เม็ด ตกอยู่ที่พื้นบ้าน และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย พันตำรวจโท ชาติชาย พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองสองห้องผู้รับผิดชอบ สอบปากคำเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุม และจำเลยทั้งสาม คดียังได้ความต่อไปว่า เจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยที่ 1 นำไปจับนายสุทธิศักดิ์พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนเพิ่มอีกส่วน แล้วนายสุทธิศักดิ์นำไปจับกุมนายมาตุภูมิหรือมอส พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนเพิ่มอีกเช่นกัน ทั้งนายสุทธิศักดิ์และนายมาตุภูมิ พร้อมเมทแอมเฟตามีนที่ยึดเพิ่มเป็นของกลางถูกนำส่งพนักงานสอบสวนแล้วถูกแยกดำเนินคดีต่างหากจากคดีนี้ จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วน โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำความผิดส่วนนี้ ชั้นนี้คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางบางส่วนด้วยหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า จากพยานหลักฐานโจทก์เพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 3 ในการกระทำความผิดฐานนี้ จึงขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดแสดงให้เห็นพฤติกา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง