ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 633/2546

หลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสามกับ ย. ทำทีขอซื้อผ้าจากโจทก์ร่วม โดยหลอกให้โจทก์ร่วมขนผ้าขึ้นรถแล้วบอกว่าจะชำระค่าผ้าก่อน 20,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ตามไปเก็บจาก ย. เมื่อบุตรสาวของโจทก์ร่วมร้องไห้ภริยาของโจทก์ร่วมเข้าไปดูแลบุตรสาวภายในร้าน จำเลยทั้งสามกับ ย. ก็พากันนำรถบรรทุกผ้าออกไปจากร้านทันที จำเลยทั้งสามกับย. มีเจตนาทุจริตหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อว่าจะซื้อผ้ามาแต่ต้นด้วยการวางแผนการเป็นขั้นตอนและไม่มีเจตนาจะใช้ราคาผ้าเลย จึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,83 มิใช่ลักทรัพย์ดังที่โจทก์ฟ้อง แต่ข้อแตกต่างดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม มิให้ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญ ทั้งจำเลยทั้งสามมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษฐานฉ้อโกงตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามมาตรา 192 วรรคสาม

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2540 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามกับพวกที่ยังหลบหนีร่วมกันลักเอาผ้าสปันสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าจำนวน 84 ม้วน ราคารวม 119,430บาท ของนายประเสริฐ ศักดิราชไพจิตร ผู้เสียหายไปโดยทุจริต โดยใช้รถยนต์ปิกอัพ เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกในการกระทำผิด พาทรัพย์นั้นไปและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 83 และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 118,430 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายประเสริฐ ศักดิราชไพจิตร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคแรก, 83 ให้จำคุกคนละ 4 ปี คำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 2 ปี 8 เดือน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคาทรัพย์รวม118,430 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามและนางยุพา ไชยสวัสดิ์ ได้มาที่ร้านขายผ้าของโจทก์ร่วมพูดขอซื้อผ้าและขนผ้าของโจทก์ร่วมขึ้นรถยนต์ปิกอัพไปจำนวน 84 ม้วนราคารวม 119,430 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนางพรสุดาศักดิราชไพจิตร ภริยาของโจทก์ร่วมเบิกความว่า นางยุพามาที่ร้านของโจทก์ร่วมพร้อมกับจำเลยทั้งสาม โดยนางยุพาบอกว่าได้รับคำแนะนำจากนางสายสวาทจะซื้อผ้าไปตัดเสื้อผ้าขาย นางยุพาเป็นผู้ลงทุน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายขายและฝ่ายการผลิต จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนางยุพาเลือกผ้าได้ 84 ม้วน จำเลยที่ 3 จึงได้ไปถอยรถยนต์ปิกอัพเข้ามาในร้าน และช่วยกันขนผ้าขึ้นรถ โดยขณะนั้นนางพรสุดาได้ตรวจเช็กผ้าส่วนโจทก์ร่วมขึ้นไปชั้นบนของบ้าน ในการซื้อขายผ้าจำเลยทั้งสามบอกว่าจะชำระค่าผ้าก่อน20,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ไปเก็บจากนางยุพา ขณะขนผ้าขึ้นรถนางพรสุดากำลังเขียนใบส่งของชั่วคราวว่าจำเลยทั้งสามจะจ่ายเงินให้ 20,000 บาท และได้ส่งใบส่งของชั่วคราว และเครื่องคิดเลขให้นางยุพาตรวจสอบ ปรากฏว่าขณะนั้นบุตรสาวของโจทก์ร่วมร้องไห้ นางพรสุดาจึงเข้าไปดูแลบุตรประมาณ 5 นาที ก็มีเพื่อนบ้านมาบอกว่าคนที่มาซื้อผ้าขับรถออกไปแล้ว เห็นว่า โจทก์ร่วมและนางพรสุดาเบิกความได้สอดคล้องต้องกันและมีเหตุผลเชื่อมโยงกัน พยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อน จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เหตุที่จำเลยทั้งสามกับนางยุพามาซื้อผ้าจากโจทก์ร่วมนั้นน่าจะเป็นการใช้อุบายซึ่งเกิดจากการวางแผนการกันมาก่อน เพราะปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามและนางยุพารู้จักกันมาก่อนจำเลยที่ 3 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสามอยู่หมู่บ้านเดียวกัน จำเลยทั้งสามมาด้วยกัน โดยอ้างว่านางยุพาชวนจำเลยที่ 1 มาซื้อผ้าตัดเสื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 พานางยุพาไปเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 2 แต่รถยนต์ของจำเลยที่ 2 เสีย จำเลยที่ 2จึงแนะนำให้ไปเช่ารถยนต์ของจำเลยที่ 3 ในราคา 700 บาท จำเลยที่ 3 จึงติดต่อขอเช่ารถยนต์จากนายประพันธ์ กันขัด นายประพันธ์ตกลงให้เช่า จึงให้จำเลยที่ 3 ขับรถมา จำเลยที่ 2 มาด้วยเพราะจำเลยที่ 3 ขับรถยนต์ในเมืองไม่ถนัด จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์มาตามถนนหลวงจนถึงจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 2 จึงขับรถยนต์ไปบ้านของโจทก์ร่วม เห็นว่า จำเลยทั้งสามเบิกความถึงเรื่องการติดต่อเช่ารถยนต์เป็นพิรุธ จำเลยที่ 1 เบิกความว่านางยุพาติดต่อขอเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 3 ในราคา 700 บาท แล้วจำเลยที่ 3 จึงติดต่อนายประพันธ์ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า นางยุพามาติดต่อขอเช่ารถยนต์จากจำเลยที่ 2 ในราคา 700 บาท จำเลยที่ 2 จึงไปติดต่อจำเลยที่ 3 ให้ไปสอบถามนายประพันธ์จำเลยที่ 3จึงไปติดต่อเช่ารถยนต์จากนายประพันธ์ ส่วนจำเลยที่ 3 เบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนางยุพามาพบจำเลยที่ 3 ให้ไปติดต่อขอเช่ารถยนต์จากนายประพันธ์ในราคา 700 บาท ส่วนนายประพันธ์พยานจำเลยทั้งสามเบิกความว่าจำเลยที่ 3 มาขอเช่ารถยนต์เป็นเงิน 500 บาท ทำให้ไม่น่าเชื่อว่าจะมีการเช่ารถยนต์กันจริง รถยนต์คันดังกล่าวนายประพันธ์ก็มิได้เป็นผู้ขับกลับปล่อยให้จำเลยที่ 3 ขับมา และเหตุใดจำเลยที่ 2 จึงมิได้ขับรถมาแต่แรก ทั้ง ๆ ที่ขับรถเก่งกว่าจำเลยที่ 3 จึงล้วนแต่เป็นข้อพิรุธทั้งสิ้น ประกอบกับในขณะที่เจรจาตกลงซื้อขายผ้า ขนผ้าขึ้นรถ จำเลยทั้งสามก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลานางยุพาบอกว่านางยุพาเป็นผู้ลงทุน จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 633/2546 · ทนอย Thanoy