คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 6348/2539
หลักกฎหมาย
ผู้ที่จะเป็นคู่ความในคดีได้นั้นจะต้องเป็นบุคคลดังกล่าวไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา1(11)และคำว่าบุคคลนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลสำหรับการจะมีขึ้นได้ซึ่งนิติบุคคลนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา65ให้มีขึ้นได้ก็แต่ด้วยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นเมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายกำหนดให้จำเลยที่1เป็นนิติบุคคลส่วนอำเภอเมืองชลบุรีจำเลยที่1จึงเป็นเพียงส่วนราชการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีมิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลโจทก์จึงไม่สามารถฟ้องจำเลยที่1ได้ ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติให้ตัวแทนเชิดของนิติบุคคลเป็นนิติบุคคลตามนิติบุคคลตัวการไปด้วยดังนั้นแม้จำเลยที่1เป็นตัวแทนเชิดขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีซึ่งเป็นนิติบุคคลก็ตามจำเลยที่1การหาใช่เป็นนิติบุคคลตามตัวการด้วยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องไปตามใบแจ้งรายการประเมินและใบแจ้งคำชี้ขาดที่โจทก์ได้รับมายอดเงินภาษีโรงเรือนพิพาทที่โจทก์จะต้องชำระตามใบแจ้งคำชี้ขาดของจำเลยที่2ก็ลดลงจากเดิม2,608,121บาทเหลือ1,593,190บาทส่วนค่ารายปีที่จำเลยที่2แจ้งมาจะมีจำนวน509,823,175บาทตามสำเนาใบแจ้งคำชี้ขาดเอกสารท้ายฟ้องหรือไม่เป็นแต่เพียงรายละเอียดที่คู่ความสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม การกำหนดค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่1และการพิจารณาชี้ขาดของจำเลยที่2มิได้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา8วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ.2475อีกทั้งไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินค่ารายปีของทรัพย์สินลงวันที่30มีนาคม2535ที่ว่ากรณีที่หาค่าเช่าไม่ได้เนื่องจากเจ้าของทรัพย์สินดำเนินการเองหรือด้วยเหตุประการอื่นให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สินขนาดพื้นที่ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์แต่ได้นำหลักเกณฑ์มูลค่าทรัพย์สินมาเป็นเกณฑ์ประเมินการกำหนดค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่1และคำชี้ขาดของจำเลยที่2จึงมิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของบทกฎหมายดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ กองดัชนีเศรษฐกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่โดยตรงในการจัดทำดัชนีราคาผู้บริโภคซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อนำไปใช้วัดภาวะเงินเฟ้อและภาวะค่าครองชีพของประชาชนในประเทศและมีหน่วยงานทางราชการหลายแห่งได้นำไปใช้ประมาณการในการจัดเก็บภาษีโดยนำไปประเมินรายได้ของรัฐบาลวิธีการหาข้อมูลเพื่อนำมาทำดัชนีราคาผู้บริโภคจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจจัดเก็บข้อมูลเมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็เอาข้อมูลมาคำนวณเพื่อทำดัชนีราคาผู้บริโภคเป็นรายเดือนและรายปีและมีการเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงของดัชนีที่คำนวณได้นั้นในปีปัจจุบันและปีที่แล้วมาโดยเปรียบเทียบออกมาเป็นอัตราส่วนร้อยละด้วยดังนั้นการที่โจทก์นำเอาดัชนีราคาผู้บริโภคซึ่งเป็นข้อมูลของทางราชการมาเป็นหลักในการคำนวณค่ารายปีที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ล่วงแล้วนั้นย่อมเป็นวิธีการที่ถือว่าเหมาะสมและมีเหตุอันสมควร จำเลยที่1เป็นเพียงส่วนราชการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่1ศาลจึงไม่อาจบังคับตามคำขอของโจทก์ให้จำเลยที่1คืนเงินภาษีโรงเรือนพิพาทพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ได้ส่วนจำเลยที่2ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีนั้นจำเลยที่2เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีในฐานะเป็นผู้ชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ของโจทก์ตามกฎหมายไม่ปรากฏว่าจำเลยที่2รับชำระภาษีไว้จำเลยที่2จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่1หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีคืนภาษีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่1หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีรับไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.พ. 1ป.วิ.พ. 172พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 8พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 13พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 18
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือน (ภ.ร.ด.8)ประจำปี 2536 เล่มที่ 2 เลขที่ 162 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2536และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีของจำเลยที่ 2 (ภ.ร.ด.11)เล่มที่ 1 เลขที่ 12 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2537 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนที่เรียกเก็บโดยมิชอบจำนวน 2,451,971 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องส่วนอำเภอเมืองชลบุรีเป็นจำเลยที่ 1 โดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลซึ่งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด ไม่ได้มีบทบัญญัติให้ส่วนอำเภอเมืองชลบุรีเป็นนิติบุคคลและไม่มีกฎหมายใดบัญญัติกำหนดให้ส่วนอำเภอเมืองชลบุรีเป็นนิติบุคคลส่วนอำเภอเมืองชลบุรีจึงไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ไม่มีสภาพบุคคลตามกฎหมายโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 อีกทั้งโจทก์บรรยายฟ้องโดยระบุว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้กำหนดค่ารายปีสำหรับโรงเรือนดังกล่าวทั้งหมดเป็นเงิน 20,864,968 บาท และให้โจทก์นำเงินค่าภาษีโรงเรือนดังกล่าว 2,608,121 บาท ไปชำระ และบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ได้ชี้ขาดคำร้องของโจทก์ด้วยการลดค่ารายปีลงเป็นเงิน 509,823,175 บาท คงให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนดังกล่าวเป็นเงิน 1,593,190 บาท โดยอ้างรายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และ 6 จำเลยทั้งสองเห็นว่าการกำหนดค่ารายปีเพื่อประเมินค่าภาษีโรงเรือนประจำปี 2536 ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตามใบแจ้งรายการประเมินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 นั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ตามใบแจ้งคำชี้ขาดเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 นั้นไม่ถูกต้องและเคลือบคลุม เพราะจำเลยทั้งสองไม่อาจเข้าใจได้ว่า เพราะเหตุใดคำชี้ขาดที่โจทก์อ้างว่าลดลงแต่ค่ารายปีกลับเพิ่มขึ้นเป็นยอดเงิน 509,823,175 บาท คำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และ 6 จึงขัดกันเป็นฟ้องเคลือบคลุม จำเลยทั้งสองไม่อาจต่อสู้คดีได้ การกำหนดค่ารายปีของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดให้โจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือนเป็นเงิน 2,608,121 บาท และคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ที่ชี้ขาดให้โจทก์เสียค่าภาษีโรงเรือนเป็นเงิน1,593,190 บาท ถูกต้องชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทุกประการเมื่อมีคำชี้ขาดของผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีแล้ว โจทก์ก็พอใจและยอมรับในคำชี้ขาดว่าถูกต้องโดยมีหนังสือขอคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนในส่วนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีสั่งให้ลดแก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน1,014,931 บาท ซึ่งจำเลยได้มีคำสั่งให้คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์แล้วขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนตามแบบแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2536(ภ.ร.ด.8) เล่มที่ 2 เลขที่ 162 ลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 และเพิกถอนใบแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีของจำเลยที่ 2 (ภ.ร.ด.11)เล่มที่ 1 เลขที่ 12 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2537 โดยให้ดำเนินการประเมินใหม่ ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 และคำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก โจทก์ และ จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ ต่อ ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โรงเรือนพิพาทซึ่งเป็นอาคารของโจทก์รวม 9 รายการตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 700/11 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองตำหรุอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2536โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2536 (ภ.ร.ด.2) ต่อจำเลยที่ 1 ณ สำนักงานส่วนอำเภอเมืองชลบุรี เพื่อให้กำหนดค่ารายปีและประเมินเรียกเก็บภาษีโรงเรือนพิพาทจากโจทก์ ต่อมาหัวหน้าส่วนอำเภอเมืองชลบุรีซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งรายการประเมินภาษีโรงเรือนพิพาทปี 2536 ดังกล่าวมายังโจทก์โดยกำหนดค่ารายปีเป็นเงิน 20,864,968 บาท และให้โจทก์นำเงินภาษีเป็นเงินทั้งสิ้น2,608,121 บาท ไปชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 14 โจทก์ไม่พอใจในการประเมิน วันที่ 11 มิถุนายน 2536โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่โดยขอให้ลดหย่อนค่ารายปีและค่าภาษีลง ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 15ถึง 17 และได้นำค่าภาษีเป็นเงิน 2,608,121 บาท ไปชำระให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2537 โจทก์ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาด (ภ.ร.ด.11) จากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2ได้ชี้ขาดให้ลดค่ารายปีลงเป็นเงิน 509,823,175 บาท คงให้โจทก์เสียภาษีโรงเรือนพิพาทดังกล่าวเป็นเงิน 1,593,190 บาท ปัญหาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นส่วนอำเภอเมืองชลบุรีหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์นำสืบว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 จำเลยที่ 1เป็นส่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง