คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544
ฎีกาที่ 6353/2544
หลักกฎหมาย
การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจำเลยได้ที่ดินของโจทก์มาเพื่อสร้างทางพิเศษ อาศัยพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพียงฉบับเดียว โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 10 ตกลงซื้อขายที่ดินส่วนที่จะต้องเวนคืนกับโจทก์กรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ในเรื่องจำนวนเงินค่าทดแทน ซึ่งไม่ใช่การตกลงซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ดินที่จะต้องให้ได้มาเพื่อสร้างทางพิเศษตามสัญญาซื้อขายจึงเป็นที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่จะต้องเวนคืนทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณที่ที่จะต้องเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาส่วนเนื้อที่ดินที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายเป็นการประมาณการของจำเลย แต่เมื่อมีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้วปรากฏว่าจำนวนเนื้อที่ดินที่แน่นอนรวมกันแล้วเพิ่มขึ้นอีก 198 ตารางวา จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 198 ตารางวา ให้แก่โจทก์ตามมาตรา 11 วรรคหนึ่ง และที่โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วน 198 ตารางวา นี้รวมอยู่แล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ครบ 120 วัน จากวันที่ทำสัญญาซื้อขายด้วย
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 10พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 11พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 26
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3169, 3170 และ 54210 ตำบลจรเข้บัว อำเภอ (บางกะปิ)ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร เนื้อที่รวม 27 ไร่ 32 ตารางวา ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตลาดพร้าว เขตบึงกุ่มเขตบางกะปิ เขตห้วยขวาง เขตคลองเตย และเขตพระโขนง กรุงเทพมหานครพ.ศ. 2533 เพื่อสร้างทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค์ ที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามโฉนดเลขที่ 3170 เนื้อที่ 21 ไร่ 95 ตารางวา ถูกเวนคืน 8 ไร่ 25 ตารางวา โฉนดเลขที่ 3169 เนื้อที่ 4 ไร่ 61 ตารางวา ถูกเวนคืน 1 ไร่3 งาน 90 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 54210 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 76 ตารางวาถูกเวนคืน 54 ตารางวา ฝ่ายจำเลยกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองตารางวาละ 21,000 บาท โจทก์ทั้งสองเห็นว่าเป็นราคาที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม จึงอุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกตารางวาละ 9,000 บาท คดีถึงที่สุดแล้ว แต่ปรากฏว่าภายหลังจากโจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทจึงทราบว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองที่ถูกเวนคืนมีเนื้อที่เพิ่มขึ้น โดยโฉนดเลขที่ 3170 เพิ่มจำนวน1 งาน 18 ตารางวา โฉนดเลขที่ 3169 เพิ่มจำนวน 68 ตารางวา และโฉนดเลขที่ 54210 เพิ่มจำนวน 12 ตารางวา รวมเป็นเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น198 ตารางวา จำเลยจึงต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนนี้ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งสองไว้แล้วตารางวาละ 9,000 บาท เป็นเงิน1,782,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทั้งสองไปรับเงิน (ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์) คือ วันที่ 15ธันวาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จดอกเบี้ย เมื่อคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน877,905 บาท จำเลยยอมจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ต้องจ่ายเพิ่มดังกล่าวแล้วให้แก่โจทก์ทั้งสองเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2542 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้แต่ไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ย ขอให้บังคับจำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 877,905 บาท จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทได้ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ โจทก์ทั้งสองไม่พอใจในเงินค่าทดแทนที่ดินจึงฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสองเพิ่มขึ้นตารางวาละ 9,000 บาท รวมเป็นตารางวาละ 30,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม2536 ต่อมาเมื่อรังวัดแบ่งแยกที่ดินแล้วที่ดินพิพาททั้งสามแปลงของโจทก์ทั้งสองมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นอีก 198 ตารางวา โจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดแล้วแต่โจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.5ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2536 ในส่วนของเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นเพราะในปี 2536 ยังไม่มีการรังวัดที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด และยังไม่มีการจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินของที่ดินส่วนที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างไรก็ตาม จำเลยยอมจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นคือวันที่ 1 เมษายน 2542ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสอง คู่ความแถลงงดสืบพยานทั้งสองฝ่ายโดยขอให้ศาลชั้นต้นชี้ขาดประเด็นแห่งคดีเพียงข้อเดียวว่า จำเลยต้องใช้ดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในส่วนของที่ดินเนื้อที่ 198 ตารางวาหรือไม่ เพียงใด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินของต้นเงิน 1,062,000 บาทนับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 จนถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 22 กุมภาพันธ์2542) ดอกเบี้ยอัตราเดียวกันของต้นเงิน 720,000 บาท นับแต่วันที่ 2 มีนาคม2537 จนถึงวันฟ้อง แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยดังกล่าวรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 877,905 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองขอมา จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องเสียดอกเบี้ยของเงินค่าทดแทนที่ดินที่เพิ่มขึ้นในส่วนของที่ดินเนื้อที่ 198 ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่เพียงใดจำเลยฎีกาว่า สัญญาซื้อขายฯ ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยได้กำหนดไว้ในข้อ 1.1 วรรคสอง ว่า เมื่อปรากฏจำนวนเนื้อที่ดินที่ตกลงซื้อขายกันมากกว่าที่ระบุในสัญญา จำเลยจะจ่ายค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้นให้ตามอัตราที่กำหนดในวรรคก่อน และกำหนดไว้ในข้อ 1.1 วรรคสามว่า การจ่ายเงินค่าที่ดินที่เพิ่มขึ้น...ตามวรรคก่อนให้กระทำภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ทำการรังวัดแบ่งแยกแล้วเสร็จ ตามหนังสือแจ้งการรังวัดและสำเนาโฉน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง