ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 6370/2540

หลักกฎหมาย

ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งจำเลยได้ให้การต่อสู้คดีไว้แล้ว แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ คู่ความก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง จำเลยฎีกาอ้างว่า โจทก์คิดยอดหนี้ตามบัญชีกระแสรายวันไม่ถูกต้อง แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าโจทก์ทำกลฉ้อฉลหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามฟ้องหรือไม่ก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยในปัญหาที่จำเลยฎีกาให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ จำเลยมีหนังสือบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดและขอถอนหลักประกันคืน เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 859บัญญัติให้คู่สัญญาฝ่ายใดจะบอกเลิกสัญญาบัญชีเดินสะพัดและให้หักทอนบัญชีกันเสียในเวลาใด ๆ ก็ได้ ถ้าไม่มีอะไรปรากฏเป็นข้อขัดกับที่กล่าวมานี้ และตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับพิพาทไม่มีข้อห้ามจำเลยบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนดดังนั้น สัญญาบัญชีเดินสะพัดจึงเลิกกันในวันที่โจทก์ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวแล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า ได้มอบอำนาจให้นางลาวัลย์ ใบหยกฟ้องคดีแทน จำเลยเป็นลูกค้าโจทก์ สาขาประดิพัทธ์ โดยเปิดบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 034-6-03282-2 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม2533 จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์เพื่อเบิกเงินจากบัญชีกระแสรายวันในวงเงิน 4,500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ14.5 ต่อปี และส่วนที่เกินจำนวน 4,500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี หากผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยตามกำหนด ให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างทบเข้ากับต้นเงินเป็นรายเดือนตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ ตกลงจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 4 ตุลาคม 2534 และจำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนหนี้ที่ค้างชำระในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้โจทก์เรียกเก็บได้ตามเอกสารหมายเลข 3 ท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 1,281,725.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,248,755.37 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะลายมือชื่อในสำเนาหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องหมายเลข 2 มิใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของกรรมการผู้มีอำนาจ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3จำเลยยังได้ให้การต่อสู้คดีอีกหลายประการ และจำเลยได้มีหนังสือไปยังโจทก์เพื่อขอบอกเลิกสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2533โจทก์และจำเลยหามีเจตนาต่อสัญญาหรือตกลงเดินสะพัดทางบัญชีต่อกันไม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจากวงเงินนับแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2533 เป็นต้นไป ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,281,725.72 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,248,755.37 บาทนับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยได้อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอ้างว่าศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้จึงเป็นปัญหาที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ไม่เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย ทั้งนี้ตามยันแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 บัญญัติให้ศาลต้องวินิจฉัยมิใช่ให้อำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจว่ามีเหตุสมควรจะวินิจฉัยให้หรือไม่ เห็นว่าปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งจำเลยได้ให้การต่อสู้คดีไว้ แม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ คู่ความก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสองและมาตรา 249 วรรคสอง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ผู้มีชื่อซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นางลาวัลย์ ใบหยก เป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ตามเอกสารหมาย 2 ท้ายฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธว่าลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์เป็นลายมือปลอมและข้อความในเอกสารเป็นหนังสือมอบอำนาจทั่วไป ไม่มีเจตนามอบอำนาจให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แต่ในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่า โจทก์ทำกลฉ้อฉลหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีตามฟ้องหรือไม่ โดยกำหนดให้จำเลยมีหน้าที่นำสืบก่อน แต่ในชั้นพิจารณาไม่ปรากฏว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายได้นำสืบข้อเท็จจริงสนับสนุนคำฟ้องหรือคำให้การของตนในส่วนนี้ เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานมาสืบว่าลายมือชื่อผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นลายมือปลอมดังที่จำเลยให้การต่อสู้ ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงเลื่อนลอยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนข้ออ้างตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์มีเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2ซึ่งเป็นสำเนาหนังสือมอบอำนาจที่มีลายมือชื่อของนายศิรินทร์นิมมานเหมินท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของโจทก์มอบอำนาจให้นางลาวัลย์ ใบหยก ผู้รับมอบอำนาจให้ดำเนินคดีฟ้องร้อง ฯลฯแทนโจทก์ได้ทุกกรณี โดยนางลาวัลย์ได้ลงชื่อในฐานะผู้รับมอบอำนาจในเอกสารดังกล่าวด้วยและนางลาวัลย์ได้ลงชื่อเป็นผู้แต่งทนายความในใบแต่งทนายความยื่นต่อศาลพร้อมกับฟ้องแม้โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบในภายหลังจะไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องดังกล่าวของตน แต่เอกสารหมายเลข 2ที่แนบมาท้ายฟ้องก็ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ข้ออ้างตามคำฟ้องในส่วนนี้จึงมีพยานหลักฐานสนับสนุน ไม่ใช่โจทก์กล่าวอ้างลอย ๆ มาในคำฟ้อง จึงมีน้ำหนักดีกว่าข้อต่อสู้ของจำเลยข้อเท็จจริงตามคำฟ้องพอฟังได้ว่าผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ลงชื่อมอบอำนาจให้นางลาวัลย์ฟ้องคดี โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ปัญหาต่อไปมีว่า โจทก์ได้ทำกลฉ้อฉลหลอกลวงให้จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 4,500,000 บาทตามฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยฎีการับว่ายอดหนี้ตามบัญชีกระแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6370/2540 · ทนอย Thanoy