ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2544

ฎีกาที่ 6396/2544

หลักกฎหมาย

การลงโทษปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้วตามที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติไว้นั้นค่าอากรดังกล่าวย่อมหมายถึงค่าอากรในทางศุลกากรเท่านั้น ไม่รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นภาษีฝ่ายสรรพากรด้วย และเนื่องจากความผิดดังกล่าวเป็นกรณีจำเลยทั้งสองกระทำความผิดร่วมกันและศาลจะต้องพิพากษาลงโทษปรับจำเลยทั้งสองรวมกัน เป็นเงินสี่เท่าของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว อันถือว่าเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้ไขโทษปรับตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และ 225 การรวมโทษจำคุกของแต่ละกระทงที่กำหนดเป็นเดือนเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษนั้น การนำโทษส่วนที่เกิน 12 เดือน มาคิดคำนวณเป็น 1 ปี มีผลทำให้จำเลยต้องรับโทษจำคุกในปีสุดท้ายนานขึ้น 5 วัน หรือ 6 วัน หากตรงกับปีอธิกสุรทิน จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง ซึ่งที่ถูกต้องจะต้องลดโทษให้จำเลยเป็นรายกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 7 และมาตรา 8 กำหนดให้จ่ายสินบนและรางวัลจากเงินที่ได้จากการขายของกลางซึ่งศาลสั่งริบเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากของกลางที่ศาลสั่งริบไม่อาจขายได้ จึงให้จ่ายจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระต่อศาล ดังนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่าไม่อาจขายเลื่อยยนต์ของกลางได้ ศาลจึงสั่งให้จ่ายจากเงินค่าปรับไม่ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ (ก) เมื่อระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2541เวลากลางวันและกลางคืน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ได้มีผู้ลักลอบนำหรือพาเลื่อยยนต์จำนวน 1 เครื่อง ราคา 3,500 บาท ซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิดผลิตในต่างประเทศที่ยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีที่จะต้องเสียสำหรับของนั้นจำนวน 1,620.50 บาท ซึ่งรวมราคาของและค่าอากรเข้าด้วยกันแล้วเป็นเงินจำนวน 5,120.50 บาท ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวันหลังจากมีผู้ลักลอบนำหรือพาเลื่อยยนต์ดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันครอบครองเลื่อยยนต์ดังกล่าวซึ่งเป็นของที่มีถิ่นกำเนิด ผลิตในต่างประเทศที่ยังมิได้เสียค่าภาษีและยังมิได้ผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้องจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษี โดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีขาเข้าที่จะต้องเสียจำนวน 1,620.50บาท ซึ่งรวมราคาของและค่าอากรเข้าด้วยกันแล้วเป็นจำนวน 5,120.50 บาทหรือมิฉะนั้นระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2541เวลากลางวันและกลางคืนวันเวลาใดไม่ปรากฎชัด จำเลยทั้งสองได้ซื้อรับจำนำ หรือรับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์จำนวน 1 เครื่อง ราคา 3,500 บาท และช่วยพาเอาไปเสีย ช่วยจำหน่าย หรือช่วยซ่อนเร้น ซึ่งเลื่อยยนต์ดังกล่าวอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากรที่ต้องเสียสำหรับของนั้นจำนวน 1,620.50 บาท ซึ่งรวมราคาของและอากรเข้าด้วยกันแล้วเป็นเงินจำนวน 5,120.50 บาท (ข) เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลาวัน จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนี ร่วมกันทำไม้โดยตัด ฟัน โค่นไม้ตะเคียน จำนวน 8 ต้น และไม้ประดู่จำนวน 1 ต้น ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติป่าภูพานในท้องที่ ตำบลสร้างค้อ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร โดยใช้เลื่อยยนต์อันเป็นการทำด้วยประการใด ๆ และทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต (ค) ตามวันเวลาดังกล่าวในข้อ (ข) จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันมีไม้ตะเคียนจำนวน 8 ท่อน และไม้ประดู่จำนวน 1 ท่อน ปริมาตรรวม10.31 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย และไม่สามารถจะพิสูจน์ได้ว่าไม้นั้นได้มา โดยชอบด้วยกฎหมาย (ง) ตามวันเวลาดังกล่าวในข้อ (ข) จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีได้นำรถยนต์บรรทุกจำนวน 1 คัน ซึ่งเป็นยานพาหนะเข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติป่าภูพานในท้องที่ตำบลสร้างค้อ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ซึ่งมิใช่ทางที่จัดไว้เพื่อรถยนต์แล่น โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามวันเวลาดังกล่าวมีสายลับแจ้งความประสงค์ขอรับสินบนนำจับนำเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเลื่อยยนต์จำนวน 1 เครื่องซึ่งจำเลยทั้งสองมีไว้เป็นความผิดและใช้ในการกระทำความผิด ไม้ตะเคียนจำนวน 8 ท่อน ไม้ประดู่จำนวน 1 ท่อน มีดจำนวน 1 เล่ม ประแจจำนวน1 อัน ไขควงจำนวน 1 อัน ตะไบจำนวน 2 อัน แบตเตอรี่จำนวน 2 ชุด ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 7, 11, 69, 73, 74, 74 ทวิ,74 จัตวา พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 6, 16(2)(9),24, 25 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 27 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91ริบของกลาง และจ่ายสินบนและรางวัลนำจับตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ในการรับสารภาพตามฟ้อง ข้อ (ข) ข้อ (ค) และข้อ (ง)ส่วนความผิดตามฟ้องข้อ (ก) จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานรับไว้ซึ่งเลื่อยยนต์อันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2488 มาตรา 7 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง(2),73 วรรคสอง(2), 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2504 มาตรา 16(2)(9), 24, 25 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2496(ที่ถูกพ.ศ. 2469) มาตรา 27 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม (ที่ถูกฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามและฐานทำอันตรายซึ่งไม้ภายในเขตอุทยานแห่งชาติตามฟ้องข้อ (ข)) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้หวงห้าม ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี และปรับคนละ60,000 บาท ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามประเภท ก. อันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6396/2544 · ทนอย Thanoy