ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 6398/2540

หลักกฎหมาย

ข้ออุทธรณ์ฎีกาของโจทก์ซึ่งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องไว้ และศาลชั้นต้นก็มิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วย จึงเป็นอุทธรณ์ฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ฎีกา ที่ดินมรดกของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนด้านที่ติดคลองกลายเป็นที่ดินที่อยู่ติดกับถนนที่ที่จะก่อสร้างเนื่องจากการเวนคืนซึ่งเป็นถนนที่ใช้เป็นทางสัญจรกว้าง 60 เมตรเป็นถนนขนาดใหญ่ แม้จะทำให้ที่ดินด้านกว้างซึ่งติดถนนสาธารณะอยู่แล้วแคบลงไปกว่าเดิม และเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจะใช้ที่ดินส่วนที่เหลือก่อสร้างอาคารสูงตามความตั้งใจของโจทก์ก็ตาม แต่ประโยชน์ในทางอื่นที่โจทก์ได้รับจากการใช้ที่ดินส่วนที่เหลือด้านที่ติดกับถนนที่ทางราชการตัดใหม่กลับมีมากกว่าเดิมเป็นอย่างมาก คือสามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดแนว ทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนมีราคาสูงขึ้น แม้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์วิธีการคำนวณราคาที่สูงขึ้นหรือลดลงของอสังหาริมทรัพย์ที่เหลือจากการเวนคืนออกใช้บังคับตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสี่ก็ตาม แต่มาตรา 21 วรรคสอง และวรรคสาม ที่ให้เอาราคาที่สูงขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนหักออกจากเงินค่าทดแทนและให้กำหนดเงินค่าทดแทนให้สำหรับอสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์อันราคาลดลงนั้น เป็นบทบัญญัติที่เป็นหลักสำคัญในการสนับสนุนให้การเวนคืนเป็นไปด้วยความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมโดยสมบูรณ์ ส่วนมาตรา 21 วรรคสี่เป็นเพียงวิธีการที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการสำคัญของมาตรา 21 เท่านั้น จึงไม่ใช่กรณีที่จะถือเป็นเหตุที่จะทำให้หลักการสำคัญตามมาตรา 21 วรรคสองและวรรคสามใช้บังคับไม่ได้ เมื่อปรากฏชัดว่าที่ดินของโจทก์ในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นเพราะการเวนคืน จึงต้องนำเอาราคาที่สูงขึ้นนั้นหักออกจากเงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับ เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนจะมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพียงใดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530หมวด 2 เงินค่าทดแทน และผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตามมาตรา 18(1) ที่จะได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่เหลือจากการเวนคืนนั้นต้องเป็นกรณีที่ที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนนั้นราคาลดลง แต่เมื่อที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนนั้นมีราคาสูงขึ้น ทั้งไม่มีบทบัญญัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับการต้องถอยร่นระยะจากแนวถนนสาธารณะเมื่อมีการก่อสร้างอาคารตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนในส่วนนี้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองและนายทิม หวั่งหลีเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายตันซิวติ่ง หวั่งหลี ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2527 นายทิมได้ถึงแก่ความตายโจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้จัดการมรดกที่เหลืออยู่และมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของนายตันซิวติ่งตามกฎหมายทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งของนายตันซิวติ่งซึ่งโจทก์ทั้งสองร่วมกันจัดการคือที่ดินโฉนดเลขที่ 4491 เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน19 ตารางวา เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2516 ได้มีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ในท้องที่แขวงสุรวงศ์ และแขวงสีลมเขตบางรัก และแขวงยานนาวา แขวงทุ่งมหาเมฆ แขวงทุ่งวัดดอนและแขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2516เพื่อสร้างทางและปรับปรุงระบบระบายน้ำสำหรับกรุงเทพมหานครปรากฏว่าที่ดินของนายตันซิวติ่ง อยู่ในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัติที่ประกาศเวนคืน เนื้อที่ 2 ไร่76 ตารางวา หลังจากนั้น โจทก์ทั้งสองกับนายทิมได้จดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายตันซิวติงทราบว่าที่ดินดังกล่าวบางส่วนอยู่ในแนวเขตเวนคืน โจทก์ทั้งสองกับนายทิมได้ทำการแบ่งแยกที่ดินเพื่อแบ่งแก่ทายาทตามข้อกำหนดในพินัยกรรมรวม 6 โฉนด ภายหลังแบ่งแยกที่ดินแล้ว ปรากฏว่าที่ดินถูกเวนคืนรวม 3 โฉนด คือโฉนดเลขที่ 4491,41367 และ41368 รวมเนื้อที่ทั้งสิ้น 1,033 ตารางวา ต่อมาผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งราคาค่าทดแทนและแจ้งการเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์ให้นายตันซิวติ่งทราบซึ่งโจทก์ทั้งสองเห็นว่า คณะกรรมการดังกล่าวกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่นายตันซิวติ่งยังไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายโจทก์ทั้งสองจึงได้อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 4 เมื่อวันที่27 ธันวาคม 2534 แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ทั้งสองเห็นว่าราคาค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวยังไม่เป็นธรรมเพราะที่ดินที่ถูกเวนคืนมีสภาพที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจที่สำคัญที่สุด และที่ดินอยู่ติดถนนสาธารณประโยชน์ (ถนนสาธร)สามารถเข้าออกที่ดินได้สะดวก และเมื่อที่ดินดังกล่าวถูกเวนคืนไปบางส่วนทำให้โจทก์ทั้งสองไม่อาจดำเนินการก่อสร้างอาคารชุดได้ตามโครงการ ดังนั้น ที่ดินในส่วนที่เหลือจึงไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่การเวนคืนที่ดินดังกล่าวกลับทำให้ที่ดินส่วนที่เหลือไม่สามารถสร้างอาคารเต็มเนื้อที่เหลือจากการเวนคืน เพราะจะต้องเสียพื้นที่เพื่อเป็นแนวถอยร่นของตัวอาคารตลอดแนวขนานกันถนนที่ตัดใหม่ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จำนวนไม่น้อยกว่า380 ตารางวา แต่โจทก์ทั้งสองขอคิดเพียง 243 ตารางวาซึ่งจำเลยทั้งสี่มิได้กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสี่จะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ กล่าวคือที่ดินที่ถูกเวนคืน 1,033 ตารางวา และที่ดินส่วนที่เหลือต้องถอยร่นตัวอาคารตลอดแนวที่ดินอีกจำนวน 243 ตารางวาคิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 510,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2534 ถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 24,800,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 535,200,000 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 535,200,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน510,400,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสี่ให้การว่า ที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนโจทก์ทั้งสองได้รับประโยชน์จากการเวนคืนตัดถนน เพราะมีราคาสูงขึ้น และที่ดินที่เหลือมีจำนวนมากกว่าทีถูกเวนคืนจึงต้องเอาราคาที่สูงขึ้นหักออกจากค่าตอบแทน เมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินส่วนที่เหลือ 1,647 ตารางวา ภายหลังตัดถนนที่เวนคืนแล้วที่ดินมีราคาสูงขึ้นเป็นราคาตารางวาละ 30,000 บาทเนื้อที่ 50 ตารางวา และราคาตารางวาละ 80,000 บาทเนื้อที่ 1,597 ตารางวา ตามตำแหน่งที่ตั้ง คิดเป็นเงินทั้งสิ้น129,260,000 บาท ฉะนั้นราคาที่ดินที่สูงขึ้นคิดได้เป็นเงิน63,850,000 บาท แต่ค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นเงิน36,280,000 บาท เมื่อหักกลบลบกันแล้วเกลื่อนกลืนกันที่ดินถูกเวนคืนเพียง 876 ตารางวา เท่านั้นและมีราคาไม่ถึงตารางวาละ 400,000 บาท นอกจากนี้โครงการก่อสร้างอาคารชุดของโจทก์ทั้งสองเป็นเพียงโครงการ ยังไม่มีการดำเนินการขออนุญาตก่อสร้างแต่อย่างใด และเป็นเพียงการคาดคะเนในอนาคตเท่านั้น และหากโจทก์ทั้งสองจะก่อสร้างหรือใช้ประโยชน์บนที่ดินไม่ว่าที่ดินจะถูกเวนคืนหรือไม่โจทก์ทั้งสองก็ต้องเสียพื้นที่เพื่อเป็นแนวถอยร่นของตัวอาคารตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โจทก์ทั้งสองจึงไม่ได้รับความเสียหายและคณะกรรมการกำหนดราคาและจำนวนเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสองเป็นธรรม เหมาะสมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงิน 131,400,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน2534 เป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6398/2540 · ทนอย Thanoy