คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 6405/2538
หลักกฎหมาย
จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าอ้างว่าสินค้าได้รับความเสียหายเพราะเหตุสุดวิสัยจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจำเลยมีหน้าที่นำสืบว่าสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหายเพราะเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา616 ในการขนส่งสินค้าทางทะเลข้อที่จำเลยนำสืบคงได้ความเพียงว่าในระหว่างการขนสินค้าได้เกิดพายุขึ้นและมีคลื่นใหญ่เท่านั้นจำเลยมิได้นำสืบว่ากรณีดังกล่าวมีความร้ายแรงผิดปกติจนไม่อาจคาดหมายได้หรือมิอาจป้องกันมิให้สินค้าเสียหายไว้ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าคลื่นลมและสภาวะอากาศดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา8 ผู้ร้องสอดใช้สิทธิร้องสอดเข้าแทนที่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา57(2)จึงมีฐานะเสมอด้วยโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความที่ผู้ร้องสอดเข้าแทนที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา58วรรคสองเมื่อจำเลยไม่ได้ยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์จำเลยย่อมไม่มีสิทธิยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นต่อสู้ผู้ร้องสอด พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ.2534ไม่มีผลย้อนหลังเมื่อปรากฏว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่21กุมภาพันธ์พ.ศ.2535ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเกิดเหตุคดีนี้จึงไม่มีผลบังคับแก่คดีนี้ฎีกาของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่ใช่ผู้ขนส่งตามความหมายในพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่จำต้องวินิจฉัย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้สั่งซื้อสินค้าเครื่องจักรจากบริษัทมิตซุย จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาบริษัทมิตซุย จำกัดได้จัดส่งสินค้าดังกล่าวมาให้โจทก์โดยว่าจ้างบริษัทคานไซ สตืมซิปจำกัด ให้เป็นผู้ทำการขนส่งสินค้ารายนี้จากเมืองโยโกฮาม่าประเทศญี่ปุ่น มายังประเทศไทยทางทะเลจำเลยเป็นผู้ทำการขนส่งสินค้าร่วมอีกทอดหนึ่ง จำเลยตกลงเข้าเป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้ายโดยได้รับบำเหน็จตอบแทนตามอัตราทางการค้า ต่อมาเมื่อวันที่16 มกราคม 2532 เรือบอร์เนียน ซาตู ได้เดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพและได้มีการสำรวจสินค้าที่ขนส่งโดยเรือดังกล่าวปรากฏว่าสินค้าเครื่องจักรที่โจทก์สั่งซื้อมาถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงในระหว่างขนส่งเป็นเหตุให้ตัวเครื่องจักรได้รับความเสียหายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,958,359.70 บาท ความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นในระหว่างขนส่ง บริษัทคานไช สตีมซิป จำกัดในฐานะผู้รับขนส่งทอดแรกและจำเลยในฐานะผู้รับขนส่งในทอดหลังจึงมีความรับผิดตามกฎหมายที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 1,958,359.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เครื่องจักรที่โจทก์บรรยายฟ้องมิได้เสียหายและต้องเสียค่าซ่อมแซม จำเลยมิได้เป็นผู้ขนส่งร่วมกับบริษัทคานไซ สตีมซิป จำกัด และไม่มีส่วนรับรู้ในการขนส่งของโจทก์ จำเลยเป็นแต่เพียงตัวแทนของบริษัทคานไซ จำกัด และรับเงินค่าจ้างในการจัดการในฐานะตัวแทนเท่านั้น ตามธรรมเนียมการเดินเรือทั่ว ๆ ไป เรือบรรทุกสินค้าที่ถูกพายุซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่อาจป้องกันได้ ไม่ต้องรับผิดในเรื่องค่าเสียหาย และเรือบอร์เนี่ยน ชาตู ก็ได้ถูกพายุจริง ตามหนังสือรับรองของกัปตันเรือที่ปฏิเสธชดใช้ความเสียหายให้แก่บริษัทไว้เป็นหลักฐานในการเดินเรือตามธรรมเนียมเมื่อเรือถึงท่า ขอให้ยกฟ้อง ในระหว่างพิจารณา บริษัทเถกิงประกันภัย จำกัด ได้ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(2) ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด โจทก์ได้ทำสัญญาประกันภัยความเสียหายของสินค้า คือเครื่องจักร ในระหว่างการขนส่งทางทะเลจากเมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น มายังประเทศไทยไว้กับผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดสัญญาว่าหากสินค้าดังกล่าวได้รับความเสียหายหรือสูญหายในระหว่างการขนส่ง ผู้ร้องสอดจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามมูลค่าความเสียหายภายในวงเงินจำนวน 110,621,500 เยน คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 22,283,318 บาทเครื่องจักรรายพิพาทได้รับความเสียหายและโจทก์ได้ส่งไปซ่อมแซมที่ประเทศญี่ปุ่นจริง ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2533 ผู้ร้องสอดจึงได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เป็นค่าซ่อมแซมที่โจทก์ต้องเสียไปเป็นจำนวน 10,790,000 เยน ค่าดำเนินการขนส่งเป็นเงินจำนวน 43,893 บาท ค่าเบี้ยประกันภัยในการขนส่งเป็นเงินจำนวน4,777 บาท และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ อีกบางส่วน เช่นค่าออกของและค่าขนส่งในประเทศรวมเป็นเงินค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องสอดได้ชดใช้ให้แก่โจทก์ไปแล้วคิดเป็นเงินไทยเท่ากับ1,979,758.10 บาท ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากโจทก์ในอันที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจำนวนเงินดังกล่าวจากจำเลยซึ่งเป็นผู้รับขนส่งโดยผู้ร้องสอดขอถือเอาคำฟ้องของโจทก์เป็นคำฟ้องของผู้ร้องสอด จำเลยให้การเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นของผู้ร้องสอดว่าผู้ร้องสอดยื่นคำร้องเข้ามาโดยไม่มีสิทธิเพราะสิทธิของผู้ร้องสอดขาดอายุความแล้ว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องสอด อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินค่าเสียหายจำนวน1,958,359.70 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (16 มกราคม 2533) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องสอด จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาข้อแรกว่า จำเลยไม่ได้เป็นผู้ขนส่งร่วม โดยจำเลยเป็นเพียงตัวแทนของบริษัทเรือทำหน้าที่ติดต่อกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ข้อนี้นายเอนกเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2532เรือบอร์เนี่ยน ซาตู ได้เดินทางมาถึงท่าเรือกรุงเทพโดยเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้โทรศัพท์แจ้งมาและให้โจทก์นำใบตราส่งไปให้เพื่อรับใบปล่อยสินค้า โจทก์ได้ส่งใบตราส่งไปให้ แล้วจำเลยได้มอบใบปล่อยสินค้าให้โจทก์ เพื่อนำไปขอรับสินค้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ร่วมตรวจสอบสินค้านายพวงกรรมการผู้จัดการจำเลยเบิกความเป็นพยานจำเลยตอบทนายโจทก์และทนายผู้ร้องสอดถามค้านว่า บริษัทจำเลยได้มอบหมายให้บริษัทชัยกิจ จำกัด เป็นผู้ทำการบรรทุกหรือขนถ่ายสินค้าให้เงินค่าขนถ่ายสินค้าดังกล่าวบริษัทคานไซ สตีมจำกัด ได้ส่งมาให้แก่บริษัทจำเลย และบริษัทจำเลยมอบให้แก่บริษัทชัยกิจจำกัดค่าธรรมเนียมในการติดต่อกับส่วนราชการต่าง ๆ บริษัทจำเลยเป็นผู้ชำระแทนโดยเงิน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง