ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 6431/2545

หลักกฎหมาย

จำเลยใช้สายไฟที่ตัดจากสายพัดลมต่อปลั๊กไฟในบ้านจี้ไปที่บริเวณหัวไหล่และต้นแขนขวาของผู้เสียหาย แล้วจำเลยวิ่งไปสับคัตเอาท์ที่ด้านหลังบ้านโดยไม่หลบหนีไปทันทีแต่กลับมาพูดขู่ผู้เสียหาย ซึ่งหากจำเลยประสงค์จะเอาชีวิตของผู้เสียหายก็ย่อมกระทำได้เพราะมีเวลามากพอ การที่จำเลยกลับมาพูดขู่ผู้เสียหายแทนที่จะหลบหนีไปแสดงให้เห็นว่าการไปสับคัตเอาท์ดับไฟนั้นไม่ใช่เพราะเกรงว่าผู้เสียหายจะจำหน้าได้หรือเพื่อป้องกันการติดตาม จำเลยจึงมีเจตนากระทำเพียงเพื่อให้ผู้เสียหายสลบไปและไม่อาจคาดหมายได้ว่าการกระทำเช่นนั้นอาจมีผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365ประกอบด้วยมาตรา 362 แต่คดีได้ความว่าจำเลยบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนอันเป็นความผิดตามมาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364 แม้โจทก์จะมิได้ระบุมาตรา 364 มาในคำขอท้ายฟ้องแต่โจทก์ได้บรรยายถึงการบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนมาในฟ้องแล้ว จึงเป็นกรณีที่โจทก์อ้างบทมาตราผิด ศาลชอบที่จะลงโทษจำเลยตามมาตรา 365(3) ประกอบมาตรา 364 ที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ปลั๊กไฟพร้อมสายไฟ 1 เส้น ของกลางที่โจทก์มีคำขอให้ริบ เป็นทรัพย์สินในบ้านเช่าที่ผู้เสียหายพักอาศัย เมื่อเจ้าของไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย จึงไม่ใช่ทรัพย์สินอันพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ จำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหาย งัดกลอนประตูหลังบ้านจนหลุดออกอันเป็นการทำลายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ แล้วเข้าไปเพื่อลักทรัพย์ของผู้เสียหายที่เก็บรักษาไว้ในเคหสถาน และจำเลยใช้ไฟฟ้าช็อตผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่าเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์และลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้ว แต่กลับใจแก้ไขไม่ให้การกระทำนั้นบรรลุผล ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยลักทรัพย์วิทยุเทปของผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ และเพื่อให้พ้นจากการจับกุม จำเลยลงมือกระทำความผิดไปโดยตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล เนื่องจากจำเลยตกใจและรีบหลบหนีไปก่อน เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้และยึดปลั๊กไฟพร้อมสายไฟ 1 เส้น เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 82, 91, 288, 289, 335, 339, 362, 365 ริบของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพฐานบุกรุกและรับว่าทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กาย ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(6) ประกอบด้วยมาตรา 80 มาตรา 339(1) วรรคสองและวรรคสามประกอบด้วยมาตรา 80 มาตรา 365(3) ประกอบด้วยมาตรา 362 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบด้วยมาตรา 52(2)จำคุก 25 ปี คำให้การของจำเลยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก16 ปี 8 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 362, 365(3) และมาตรา 339 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 80 การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามชิงทรัพย์ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 5 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านเช่าที่ผู้เสียหายพักอาศัยเพื่อประสงค์เอาทรัพย์สิน แต่พอดีเห็นผู้เสียหายซึ่งเผลอนอนหลับอยู่ที่โซฟาชั้นล่างรู้สึกตัวและลืมตาขึ้นมา จำเลยจึงใช้สายไฟที่ตัดจากสายพัดลมต่อปลั๊กไฟในบ้านจี้ไปที่บริเวณหัวไหล่และต้นแขนขวาของผู้เสียหาย แล้วจำเลยหยุดทำ คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยต่อไฟบ้านซึ่งมีแรงสูงถึง 220 โวลต์ช็อตผู้เสียหายจึงเป็นการประสงค์ต่อผลให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย และหรือย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้เสียหาย อาจถึงแก่ความตายได้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือปกปิดการกระทำผิด เมื่อผู้เสียหายไม่ตายจำเลยจึงปิดเครื่องตัดไฟให้มืดเพื่อมิให้ผู้เสียหายจำจำเลยได้หรือป้องกันการติดตาม จำเลยยื่นคำแก้ฎีกาว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเพราะจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองหรือรู้จักผู้เสียหายมาก่อน ทั้งช่วงเกิดเหตุผู้เสียหายซึ่งเป็นวัยรุ่นก็อยู่ในบ้านเพียงลำพัง กอปรกับโจทก์นำสืบไม่ชัดแจ้งถึงสภาพขณะมีการใช้ไฟฟ้าช็อตผู้เสียหายว่าใช้สายไฟกี่เส้นตลอดจนสภาพพื้นที่และการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านเกิดเหตุว่าเป็นเช่นไร เห็นว่า ผู้เสียหายเบิกความว่า หลังถูกจำเลยใช้สายไฟช็อต รู้สึกชาและปวดทั้งตัว แต่ผู้เสียหายก็ยังสามารถลุกจากท่านอนได้ ส่วนจำเลยวิ่งไปสับคัตเอาท์ที่หลังบ้านแล้วยังกลับมาขู่ผู้เสียหายว่าห้ามไปเล่าให้ใครฟังมิฉะนั้นจะถูกทำร้าย พฤติการณ์ที่จำเลยไปสับคัตเอาท์ที่ด้านหลังบ้านแล้วไม่หลบหนีไปทันทีแต่กลับมาพูดขู่ผู้เสียหายแสดงว่าหากจำเลยประสงค์จะเอาชีวิตของผู้เสียหายก็ย่อมสามารถกระทำได้เพราะยังมีเวลามากพอ และการกลับมาพูดขู่ผู้เสียหายแทนที่จะหลบหนีไปทันทีก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าการไปสับคัตเอาท์ดับไฟนั้น ไม่ใช่เพราะเกรงผู้เสียหายจะจำหน้าได้หรือเพื่อป้องกันการติดตามดังที่โจทก์อ้างในฎีกา ส่วนจะเป็นเจตนาย่อมเล็งเห็นผลได้หรือไม่นั้น เห็นว่าในประการนี้ ได้ความจากร้อยตำรวจโทยินดี เมฆโพธิ์ ผู้จับกุมจำเลย พยานโจทก์ว่า จำเลยให้การว่าหลังใช้สายไฟช็อตผู้เสียหาย 1 ถึง 2 วินาที จำเลยตกใจปล่อยสายไฟจะวิ่งหนีจำเลยเหยียบสายไฟดังกล่าวซ้ำก่อนที่จะวิ่งไปถอดปลั๊กไฟออกทำให้เท้าจำเลยเป็นรอยไหม้ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6431/2545 · ทนอย Thanoy