ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550

ฎีกาที่ 6437/2550

หลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดแล้วว่าจำเลยที่ 1 บุรกรุกเข้าไปแย่งทำนาในที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ตามแผนที่โดยประมาณท้ายฟ้องมีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ซึ่งแผนที่ท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและได้ระบุบริเวณที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกไว้อย่างชัดเจนพอให้จำเลยที่ 1 เข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์ที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 ซึ่งการฟ้องเช่นนี้มีอายุความ ส่วนมาตรา 1363 วรรคสอง นั้น เป็นเรื่องผู้มีกรรมสิทธิ์รวมจะทำนิติกรรมห้ามแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้คราวละไม่เกินสิบปี มิใช่อายุความ คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์และนางโฮล แซ่อุย เป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 429 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (เนื้อที่ 41 ไร่ 3 งาน 91 ตารางวา) โดยรับมรดกจากมารดา ต่อมาในปี 2523 โจทก์และนางโฮลขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 2739 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน) ขณะเดียวกันโจทก์และนางโฮลตกลงแบ่งกรรมสิทธิ์รวมพร้อมทั้งแบ่งที่ดินบางส่วนให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยส่วนของโจทก์มีเนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ส่วนของนางโฮลมีเนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 79 ตารางวา ส่วนของจำเลยที่ 1 มีเนื้อที่ 5 ไร่ 2 งาน และ 3 ไร่ 2 งาน 11 ตารางวา รวม 9 ไร่ 11 ตารางวา และส่วนของจำเลยที่ 2 มีเนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 นางโฮลถึงแก่ความตายเมื่อปี 2531 มีจำเลยที่ 3 เป็นทายาทผู้ปกครองทรัพย์มรดก โจทก์และจำเลยทั้งสามต่างครอบครองที่ดินส่วนของตนเป็นส่วนสัดติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 10 ปี แล้ว โจทก์จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่ตนครอบครอง ต่อมาทางราชการเปลี่ยนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ที่ดินดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 91090 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (เนื้อที่ 33 ไร่ 2 งาน) และจำเลยที่ 1 ขอรับโฉนดที่ดินไปครอบครองในเดือนมกราคม 2540 โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 จะแบ่งให้แก่โจทก์เพียง 11 ไร่ เท่านั้น และเมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 บุกรุกเข้าไปทำนาในที่ดินส่วนของโจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการทำนาเป็นข้าวเปลือกปีละ 4 เกวียนพื้นเมือง ราคาเกวียนละประมาณ 3,000 บาท โจทก์จึงคิดค่าเสียหายปีละ 12,000 บาท ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 เป็นของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสามรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 91090 ตำบลท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ และจดทะเบียนให้แก่โจทก์เป็นเนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา หากจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ สำหรับฤดูการทำนาปี 2540 เป็นเงิน 12,000 บาท และปีต่อๆ ไป 12,000 บาท จนกว่าจำเลยที่ 1 จะเลิกเกี่ยวข้อง จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 และนางโฮล แซ่อุย ได้มาจากการยกให้ของนางแก้ว ยิ่งงาม ยายของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นได้ครอบครองทำประโยชน์ร่วมกันตลอดมา โจทก์ จำเลยที่ 1 และนางโฮลเคยรังวัดแบ่งที่ดินตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายฟ้องไปพลางก่อน แต่ภายหลังจากนั้นไม่สามารถตกลงกันได้ จึงมิได้ดำเนินการใดๆ จนล่วงเวลามานานกว่า 10 ปีแล้ว การที่โจทก์เพิ่งมาฟ้องขอแบ่งที่ดินเป็นคดีนี้ คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ต่อมาโจทก์จำเลยที่ 1 และนางโฮลตกลงแบ่งที่ดินครอบครองเป็นสัดส่วนเท่าๆ กัน เฉพาะที่ดินด้านทิศเหนือ ส่วนที่ดินด้านทิศใต้ยังไม่ได้แบ่งกันชัดเจน ต่างเข้าทำประโยชน์เท่าที่แต่ละคนจะสามารถทำนาได้ตามแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายคำให้การและของจำเลยที่ 1 ภายหลังนางโฮลถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสามและทายาทอื่นได้ตกลงแบ่งมรดกของนางโฮลซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ส่วนแบ่งเป็นที่ดินตามฟ้องส่วนที่เป็นนางโฮล ที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกนั้นเป็นที่ดินส่วนที่ยังไม่ได้แบ่งกันชัดเจนทั้งจำเลยที่ 1 ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าที่ดินดังกล่าวอยู่บริเวณใดแน่ คำฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงเคลือบคลุม จำเลยที่ 1 ยอมให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยให้มีส่วนเท่าๆ กันตามลักษณะที่ปรากฏในแผนที่โดยประมาณเอกสารท้ายคำให้การของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับตามคำฟ้อง ขอใช้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นพับ ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสุทิภา เข้าเมือง ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 90 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.21 เป็นของโจทก์และโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเนื้อที่รวมประมาณ 15 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้แก่โจทก์ตามฟ้อง หากจำเลยทั้งสามไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราปีละ 8,000 บาท นับแต่ปี 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะออกไปจากที่ดินพิพาทกับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6437/2550 · ทนอย Thanoy