คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538
ฎีกาที่ 644/2538
หลักกฎหมาย
คดีก่อนกับคดีนี้แม้จะเป็นคู่ความรายเดียวกันแต่ในคดีก่อนประเด็นที่ว่าโจทก์มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทหรือไม่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยยังไม่ได้วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ฝ่ายจำเลยแบ่งที่ดินพิพาทอันเป็นที่ดินบางส่วนที่โจทก์ฟ้องได้หรือไม่คงวินิจฉัยไว้แต่เพียงว่าโจทก์มีสิทธิได้ที่ดินพิพาทในคดีก่อนเพียงใดเท่าใดดังนั้นฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ที่ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนลงชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินอันเป็นที่ดินพิพาทกับขอให้ขับไล่จำเลยที่7และบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ใช่ประเด็นที่ศาลวินิจฉัยแล้วอันจะเป็นการต้องห้ามมิให้โจทก์นำมาฟ้องจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา148 ที่ดินพิพาทแม้จะเป็นทรัพย์มรดกแต่ก็เป็นทรัพย์มรดกที่โจทก์ผู้เป็นทายาทได้มาโดยการเข้าครอบครองเป็นสัดส่วนแล้วซึ่งเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกอย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1750วรรคหนึ่งโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยลงชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินพิพาทจึงมิใช่เป็นการฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1754ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ ทั้ง เจ็ด ฟ้อง โดย ได้รับ อนุญาต ให้ ดำเนินคดี อย่าง คนอนาถาเว้นแต่ ให้ ชำระ ค่าขึ้นศาล จำนวน 3,500 บาท และ ค่า อ้าง สำเนา คำพิพากษาศาลฎีกา เอกสาร หมาย จ. 1 โจทก์ ทั้ง เจ็ด กับ จำเลย ที่ 7 และ นาง โทรม เป็น บุตร โดยชอบ ด้วย กฎหมาย ของ นาย หมัด สอนเขียว และ นาง หนับ นาง หนับ เป็น บุตร คนเดียว ของ นาย หมัดและนางแมะ ต่อมา นาย หมัด ได้ นาง ติยะหรือแมะ เป็น ภริยา อีก คนหนึ่ง มี บุตร ด้วยกัน 5 คน คือ นาง เฟาะ จำเลย ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และ นาย ชู นาย ชู มี บุตร 1 คน คือ จำเลย ที่ 2 ส่วน จำเลย ที่ 6 เป็น บุตร ของ นาง เฟาะ ขณะที่ นาย หมัด อยู่กิน ฉัน สามี ภริยา กับ นาง แมะหรือสะแน ภริยา คน แรก ได้ มี ที่ดิน อันเป็น สินสมรส อยู่ 1 แปลง โฉนด ที่ 1969 เนื้อที่ 42 ไร่2 งาน 50 ตารางวา เมื่อ นาง แมะ ถึงแก่ความตาย ที่ดิน ดังกล่าว ถูก แบ่ง ออก เป็น ส่วน ๆ ตาม กฎหมาย นาง หนับ ได้ ร่วม กับ นาย หมัด สามี ครอบครอง ทำกิน ใน ที่ดิน แปลง นี้ ตลอดมา จน กระทั่ง โจทก์ ทั้ง เจ็ดได้ ฟ้อง ขอ แบ่ง มรดก จาก จำเลย ทั้ง เจ็ด ตาม คดีแพ่ง หมายเลขแดง ที่ 49/2512ของ ศาลชั้นต้น และ คดีถึงที่สุด โดย ศาลฎีกา พิพากษา ให้ โจทก์ ทั้ง เจ็ดได้ กรรมสิทธิ์ โดย การ ครอบครองปรปักษ์ หลังจาก นั้น ทายาทโดยธรรม ของจำเลย ที่ 1 และ จำเลย ที่ 2 ถึง ที่ 7 ไม่ยอม ไป ดำเนินการ เปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ โดย การ ลงชื่อ โจทก์ ทั้ง เจ็ด ใน โฉนด ที่ 1969 เนื้อที่ จำนวน6 ไร่ และ จำเลย ที่ 7 ได้ นำ บริวาร ของ ตน บุกรุก เข้า มา ใน ที่ดินเฉพาะ ส่วน ที่ โจทก์ ทั้ง เจ็ด ครอบครอง อันเป็น การกระทำ ละเมิด ทำให้โจทก์ ทั้ง เจ็ด ได้รับ ความเสียหาย ขอให้ บังคับ ทายาทโดยธรรม ของจำเลย ที่ 1 และ จำเลย ที่ 2 ถึง ที่ 7 จดทะเบียน ลงชื่อ โจทก์ ทั้ง เจ็ดใน โฉนด ที่ 1969 เป็น เนื้อที่ จำนวน 6 ไร่ หาก ไม่ไป ให้ ถือเอาคำพิพากษา แทน การแสดง เจตนา และ ให้ ขับไล่ จำเลย ที่ 7 พร้อม บริวารออกจาก ที่ดิน ของ โจทก์ ทั้ง เจ็ด ดังกล่าว จำเลย ทั้ง เจ็ด ให้การ ว่า โจทก์ ทั้ง เจ็ด เคย ฟ้อง นาง ติยะหรือแมะ นาย ชู นางบู นางแมะ นางมาะ นางทับทิม และนายศิริ เป็น จำเลย ต่อ ศาลชั้นต้น ใน คดีแพ่ง หมายเลขแดง ที่ 49/2512 เพื่อ ขอให้ แบ่ง ที่ดินโฉนด ที่ 1969 ศาลฎีกา พิพากษายก ฟ้อง แม้ ศาลฎีกา จะ วินิจฉัย ว่าโจทก์ คง ได้ ที่ดิน เท่าที่ โจทก์ ครอบครอง อยู่ จำนวน 6 ไร่ ก็ เป็น เพียงคำวินิจฉัย ว่า ที่ดินพิพาท นี้ (เนื้อที่ 6 ไร่ ) ได้ มี การ แบ่งปัน กันใน ระหว่าง ทายาท ต่าง ฝ่าย ต่าง ได้ เข้า ครอบครอง เป็น ส่วนสัด แล้วกรณี หาใช่ ว่า ศาลฎีกา ได้ มี คำพิพากษาถึงที่สุด ให้ โจทก์ ทั้ง เจ็ดได้ กรรมสิทธิ์ ใน ที่ดิน จำนวน 6 ไร่ โดย การ ครอบครองปรปักษ์ ไม่จำเลย ทั้ง เจ็ด ไม่จำต้อง ดำเนินการ เปลี่ยนแปลง กรรมสิทธิ์ โดย การ ลงชื่อโจทก์ ทั้ง เจ็ด ใน โฉนด ดังกล่าว จำเลย ที่ 7 ได้ เข้า ครอบครอง และทำประโยชน์ ใน ที่ดินพิพาท เรื่อย มา ใน ฐานะ เป็น เจ้าของ กรรมสิทธิ์จน ถึง ปัจจุบัน โจทก์ ที่ 1 และ ที่ 3 ได้ ขอ อาศัย อยู่ ใน ที่ดินพิพาทจาก จำเลย ที่ 7 เนื่องจาก ไม่มี ที่อยู่อาศัย โจทก์ ทั้ง เจ็ด ไม่มี สิทธิฟ้องขับไล่ จำเลย ที่ 7 และ บริวาร โจทก์ ทั้ง เจ็ด เคย ฟ้อง จำเลย ใน คดี เดิมบางคน และ ผู้ถือ สิทธิ (ทายาท ) ของ จำเลย ใน คดี เดิม บางคน ซึ่งถึงแก่ความตาย ไป แล้ว จึง เป็น ฟ้องซ้ำ กับ คดีแพ่ง หมายเลขแดง ที่ 49/2512ของ ศาลชั้นต้น ฟ้อง ของ โจทก์ ทั้ง เจ็ด ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่เจ้ามรดก ถึงแก่ความตาย ขอให้ ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิจารณา แล้ว พิพากษา ให้ จำเลย ทั้ง เจ็ด ไป จดทะเบียนใส่ ชื่อ โจทก์ ทั้ง เจ็ด ลง ใน โฉนด ที่ 1969 หาก จำเลย ทั้ง เจ็ด ไม่ไปให้ ถือเอา คำพิพากษา แทน การแสดง เจตนา ให้ จำเลย ที่ 7 และ บริวารออก ไป จาก ที่ดิน ดังกล่าว เฉพาะ ส่วน ของ โจทก์ ทั้ง เจ็ด กับ ให้ จำเลยทั้ง เจ็ด ร่วมกัน ใช้ ค่าฤชาธรรมเนียม แทน โจทก์ โดย กำหนด ค่า ทนายความ3,000 บาท จำเลย ทั้ง เจ็ด อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยก ฟ้องโจทก์ ทั้ง เจ็ด ให้ โจทก์ทั้ง เจ็ด ใช้ ค่าฤชาธรรมเนียม ทั้ง สอง ศาล แทน จำเลย ทั้ง เจ็ด โดย กำหนดค่า ทนายความ รวม 3,000 บาท ก่อน ศาลชั้นต้น มี คำสั่ง รับ ฎีกา ของ โจทก์ ทั้ง เจ็ด โจทก์ ที่ 6ถึงแก่กรรม นาง ฮานีฟะ สอนเขียว ทายาท ของ โจทก์ ที่ 6 ยื่น คำร้อง ขอ เข้า เป็น คู่ความ แทน ศาลชั้นต้น อนุญาต โจทก์ ทั้ง เจ็ด ฎีกา โดย ได้รับ อนุญาต ให้ ฎีกา อย่าง คนอนาถา โดย ให้ชำระ ค่าขึ้นศาล ชั้นฎีกา จำนวน 3,500 บาท ศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า พิเคราะห์ แล้ว ข้อเท็จจริง ฟังได้ ในเบื้องต้น ว่า โจทก์ ทั้ง เจ็ด และ จำเลย ที่ 7 เป็น บุตร ของ นาย หมัด สอนเขียว และ นาง หนับ นางหนับ เป็น บุตร ของ นาย หมัด โพธิ์โซ๊ะ และ นาง แมะ โพธิ์โซ๊ะหรือสะแน เมื่อ นาง แมะ โพธิ์โซ๊ะหรือสะแน ถ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง