ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2558

ฎีกาที่ 6454/2558

หลักกฎหมาย

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำการโดยทุจริตขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งฝ่ายจำเลยได้รับประโยชน์ตามข้อสันนิษฐานใน ป.พ.พ. มาตรา 6 ว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบให้เห็นถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 2 ในการรับซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ดังกล่าว แม้ตามทางพิจารณาจะได้ความว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจที่มิได้เขียนกรอกข้อความและมอบโฉนดที่ดินพิพาทพร้อมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวกับเอกสารอื่นๆ ให้จำเลยที่ 1 ไป เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 นำเอกสารชุดดังกล่าวมอบให้จำเลยที่ 4 และให้จำเลยที่ 4 เขียนกรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจผิดจากวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 มิได้รับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ไว้โดยสุจริต จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่อาจยกเอาความประมาทเลินเล่อของโจทก์ดังกล่าวขึ้นอ้างเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ เพราะในการรับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวมาเป็นของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต เมื่อคดีฟังได้ว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ที่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ทำนิติกรรมขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเอกสารปลอม จึงถือได้ว่านิติกรรมซื้อขายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นและไม่มีผลใช้บังคับ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างยังคงเป็นของโจทก์ โจทก์ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินย่อมมีสิทธิติดตามเอาคืนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 โดยไม่มีกำหนดอายุความ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 135971 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และให้สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครขีดฆ่าทำลายรายการจดทะเบียนการขาย ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 135971 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ฉบับเจ้าของที่ดินให้แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินฉบับใหม่แทนให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูกต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความด้วย) ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 135971 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 11/121 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2548 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 135971 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา นายฉลองหรือจ่าสิบเอกภาสพันธ์ บุตรโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ถึงแก่ความตายแล้ว ขอเข้าร่วมเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ เห็นว่า โจทก์ถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาและนายฉลองหรือจ่าสิบเอกภาสพันธ์เป็นทายาทของโจทก์ จึงอนุญาตให้นายหรือจ่าสิบเอกภาสพันธ์เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเพื่อนนางอภิณห์นันท์ บุตรโจทก์และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ไปพบโจทก์ที่จังหวัดระนองและใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ซึ่งมีอายุ 82 ปี และป่วยเป็นโรคหัวใจว่า จำเลยที่ 1 ขาดเงินทุนในการทำธุรกิจซักรีด จำเลยที่ 1 มีความประสงค์จะยืมโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ไปวางเป็นประกันเงินกู้ยืม โจทก์หลงเชื่อจึงมอบโฉนดที่ดินพิพาทเลขที่ 135971 ตำบลบางซื่อ (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอดุสิต (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีทาวเฮ้าส์สองชั้นเลขที่ 11/121 ปลูกอยู่บนที่ดินให้จำเลยที่ 1 ยืมไป รวมทั้งโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจและให้ภริยาโจทก์ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความที่จำเลยที่ 1 เตรียมมาให้จำเลยที่ 1 รวมทั้งมอบสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของโจทก์และภริยาให้จำเลยที่ 1 ไปด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้มอบเอกสารชุดดังกล่าวให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ได้เขียนกรอกข้อความในแบบพิมพ์หนังสือมอบอำนาจว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จึงฟังได้ว่าเป็นเอกสารปลอม ต่อมาจำเลยที่ 4 ได้นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ให้บริษัทจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจทำการแทนและบริษัทจำเลยที่ 2 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ไปจดทะเบียนรับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากโจทก์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำการโดยทุจริต ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาโดยสุจริตหรือไม่ ซึ่งฝ่ายจำเลยได้รับประโยชน์ตามข้อสันนิษฐานในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ดังนั้น โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์หรือหน้าที่นำสืบให้เห็นถึงความไม่สุจริตของจำเลยที่ 2 ในการรับซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ โจทก์นำสืบฟังได้ว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 3 และพวกเริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 2 ขึ้นมาและบริษัทนี้ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ต่อมาบริษัทจำเลยที่ 2 ได้เรียกประชุมผู้ถือหุ้นทันที จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับผู้ถือหุ้นอื่นทุกคนได้มาร่ว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6454/2558 · ทนอย Thanoy