คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 6466/2559
หลักกฎหมาย
แม้โจทก์ฟ้องจำเลยและ ว. ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารต่อศาลยุติธรรม แต่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าคู่ความที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยาน แต่จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้อง เป็นกรณีที่ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ และเมื่อศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ว จำเลยย่อมไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ การนำข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องมาพิพากษาลงโทษจำเลย แม้เป็นการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 157 เช่นเดียวกัน ก็ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 192ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 225ป.อ. 157พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 10
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 161, 162 (4), 86, 90 และ 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และ 162 (4) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 25 กระทง เป็นจำคุก 125 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องสำหรับข้อหาเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และข้อหาเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสาร หรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จในการปฏิบัติการตามหน้าที่ (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 162 (4)) สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยรับราชการทหาร ตำแหน่งหัวหน้านายทหารการเงิน แผนกการเงิน โรงเรียนนายเรืออากาศ มีหน้าที่ควบคุมและกำกับดูแลการเบิกเงิน รับ - จ่ายเงิน เก็บรักษาเงินและการบัญชีของโรงเรียนนายเรืออากาศ ส่วนนางสาววิชุดา เป็นลูกจ้างชั่วคราวรายวันโรงเรียนนายเรืออากาศ มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานการขอเบิกเงินค่าอาหารประจำวันประกอบการเลี้ยงนักเรียนโรงเรียนนายเรืออากาศ จัดทำใบขออนุมัติเบิกเงิน เขียนเช็ค ขออนุมัติเบิกจ่ายจากบัญชีเงินการเลี้ยงทหาร และจ่ายเงินให้แก่หน่วยผู้เบิก ต่อมาสำนักงานตรวจบัญชีทหารอากาศ และคณะกรรมการสอบสวนผู้รับผิดชอบบัญชีเงินการเลี้ยงทหารตรวจสอบพบว่ามีการจ่ายเงินในบัญชีเงินการเลี้ยงทหารสูงกว่าใบสำคัญขอเบิกรวมจำนวน 25 งวด จำนวน 213,001 บาท แล้วเบียดบังเงินส่วนเกินนั้นเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ และมีการแก้ไขจำนวนตัวเลขในสมุดเงินสดจ่ายเพื่อให้จำนวนตัวเลขตรงกับที่แก้ไข ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนของกองทัพอากาศสอบสวนแล้วมีความเห็นว่าจำเลยและนางสาววิชุดาร่วมกันเบียดบังเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนแล้วเห็นว่ามีมูลว่าจำเลยและนางสาววิชุดาร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับราชการทหารเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรประจำการทั้งนางสาววิชุดาก็เป็นพลเรือนสังกัดอยู่ในราชการทหารกระทำความผิดในหน้าที่ราชการทหาร คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลทหารนั้น เห็นว่า แม้จะฟังได้ว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยและนางสาววิชุดาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารว่าร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร แต่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลใด ถ้าคู่ความที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องก่อนวันสืบพยานสำหรับศาลยุติธรรม เพื่อให้ศาลที่รับฟ้องจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลที่คู่ความร้องว่าคดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจศาลโดยเร็ว เมื่อจำเลยไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวโดยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรมที่รับฟ้องคดีนี้ก่อนวันสืบพยาน เป็นการไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว แสดงว่าจำเลยยอมรับอำนาจของศาลยุติธรรมที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ และเมื่อศาลยุติธรรมพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ว จำเลยย่อมไม่อาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกาได้เนื่องจากเป็นการล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157 และ 162 (4) ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดี การทุจริตเกิดจากการกระทำของนางสาววิชุดาที่เป็นผู้ปฏิบัติลงรายการยอดเงินรวมในสรุปยอดรวมรับจ่ายเงินในใบขออนุมัติถอนเงินและเช็คจำนวนเงินสูงกว่าหลักฐานการขอเบิกและดำเนินการเบิกและจ่ายเงินให้แก่ผู้ขอเบิก ทั้งสมุดเงินสดจ่าย สมุดเงินจ่ายอื่นที่ลงรายการดังกล่าวอยู่ในความครอบครองดูแลรับผิดชอบของนางสาววิชุดา ที่อ้างว่าจำเลยมีส่วนร่วมกระทำความผิดด้วยก็มีเพียงคำซัดทอดของนางสาววิชุดาเท่านั้นที่ว่าจำเลยเป็นผู้สั่งให้กระทำทุจริตลงยอดเงินเกินหลักฐานการจ่ายที่ถูกต้อง แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่ได้นำนางสาววิชุดามาเบิกความต่อศาลยืนยันว่า จำเลยกระทำความผิดดังกล่าว เพ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง