คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 6468/2552
หลักกฎหมาย
แม้โจทก์จะฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามได้นำเงินไปฝากไว้กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งได้ร่วมกันรับฝากเงินจากโจทก์โดยได้ร่วมกันออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นที่เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 ย่อมมีส่วนร่วมเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการฝากเงินของโจทก์โดยตรงด้วย แม้ตั๋วสัญญาใช้เงินจะออกในนามของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ทั้งตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 นำตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทของตนมาใช้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทให้แก่โจทก์ก็เพื่อจำเลยที่ 2 จะได้มีส่วนได้รับประโยชน์จากเงินฝากของโจทก์ทั้งสาม นั่นเอง จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนเชิดของจำเลยที่ 2 และยอมให้จำเลยที่ 2 เชิดตนออกเป็นตัวแทน แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับการเป็นตัวแทน โจทก์ก็นำสืบในเรื่องนี้ได้เพราะเป็นการนำสืบข้อเท็จจริงในรายละเอียด เนื่องจากในการติดต่อฝากเงินและทำตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทกันซึ่งอาจทำได้โดยตนเองหรือมีตัวแทนไปติดต่อทำสัญญาแทนก็ได้ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันนำเงินไปฝากไว้กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 4 ครั้ง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์ทั้งสาม 4 ฉบับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,450,000 บาท เป็นของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 3 ฉบับ และโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จำนวน 1 ฉบับ เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินทั้งหมดถึงกำหนดชำระโจทก์ทั้งสามได้นำไปเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิเสธการจ่ายเงินทำให้โจทก์ทั้งสามได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,377,687 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 5,750,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,700,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 5,750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,700,000 บาท นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2540 ของต้นเงินจำนวน 1,350,000 บาท นับแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 ของต้นเงินจำนวน 2,700,000 บาท นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และให้ชำระเงินจำนวน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 แต่ดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 4 ฉบับ รวมกันถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤษภาคม 2542) ต้องไม่เกิน 1,927,687 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 25,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 15,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจเงินทุน ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 โดยได้รับอนุญาตจากระทรวงการคลัง มีนายพงศ์ นายกิติกร และนายสมคิด เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาเห็นชอบให้รวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันใช้ชื่อว่า ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 3 กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) และบริษัทเงินทุน 12 บริษัทซึ่งรวมทั้งบริษัทจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยได้ดำเนินการควบรวมกิจการกันเสร็จแล้ว จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับโอนสิทธิหน้าที่และทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 โดยชอบ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้จำเลยที่ 3 เข้าใจว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับฝากเงินจากโจทก์ทั้งสามอย่างใดและร่วมกันออกตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ทั้งสามอย่างใด จำเลยที่ 3 ไม่อาจเข้าใจและต่อสู้คดีได้นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกให้แก่โจทก์ทั้งสาม เนื่องจากโจทก์ทั้งสามนำเงินไปฝากจำเลยที่ 2 สภาพแห่งข้อหาคือตั๋วสัญญาใช้เงิน คำขอบังคับคือจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้อง ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาคือการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยโจทก์ทั้งสามเป็นผู้ทรงตั๋วและตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินแล้วแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระ จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับโอนกิจการของจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิด โจทก์ได้บรรยายฟ้องในข้อที่กล่าวนี้ชัดแจ้งถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงสมบูรณ์ ส่วนข้อที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสี่ฉบับเป็นของจำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏข้อความใดบนตั๋วสัญญาใช้เงินแสดงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสาม โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 จะยกขึ้นปฏิเสธฟ้องโจทก์ ซึ่งหากจำเลยที่ 3 ยกขึ้นก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 3 จะต้องกล่าวโดยแจ้งชัดถึงข้อเท็จจริงที่ทำให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงิน หาใช่หน้าที่ของโจทก์จะต้องบรรยายฟ้องไว้ไม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 รับ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง