คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543
ฎีกาที่ 6471/2543
หลักกฎหมาย
โจทก์ร่วมพบซองถ่ายรูปของร้านจำเลยจากการค้นห้องของนาย ย.จำเลยในคดีละเมิดลิขสิทธิ์คดีอื่น แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่ได้นำสืบว่าในการสืบสวนว่าร้านถ่ายรูปของจำเลยเป็นผู้ปลอมปกเทปนั้นมีข้อเท็จจริงและหลักฐานรายละเอียดแห่งความผิดใดที่เกี่ยวข้องมาถึงจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(10) และมาตรา 17 และจำเลยเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับนาย ย. อย่างไร ร้านของจำเลยเป็นร้านถ่ายรูปเช่นร้านถ่ายรูปทั่วๆ ไป ตั้งอยู่ในที่เปิดเผยมีชื่อติดอยู่หน้าร้าน และมีตัวอักษรเขียนข้อความการให้บริการว่าล้างอัดภาพสีด่วน จึงเป็นสถานที่ที่ผู้ใดก็สามารถว่าจ้างล้างอัดภาพสีได้ เครื่องล้างและอัดภาพที่ร้านของจำเลยมีคุณภาพสูงย่อมเป็นที่แสวงหาของคนร้ายที่ประสงค์จะทำปกเทปเพลงปลอมให้เหมือนของจริงมากที่สุด ในขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าค้นร้านของจำเลยจำเลยก็ให้ค้นแต่โดยดี ช่างในร้านกำลังล้างภาพสีอยู่ เครื่องอัดกำลังอัดภาพปกเทปเพลงของผู้เสียหายที่2อยู่มีภาพปกเทปเพลงที่อัดเสร็จแล้ววางอยู่ข้างเครื่องอัดภาพจำนวน 2,520 แผ่น มีแผ่นฟิล์ม 4 ชุด วางอยู่บนเครื่องอัดส่วนประตูกระจกเข้าร้านก็ไม่มีการล็อกไว้ เครื่องอัดภาพวางอยู่ในร้านชั้นล่างอย่างเปิดเผย จำเลยรับงานมาทำในทางการค้าโดยปกติ ได้ค่าจ้างในอัตราปกติและทำงานในเวลาปกติและเปิดเผย ลูกจ้างของจำเลยเป็นผู้รับคำสั่งอัดรูปจากนาย จ. ซึ่งเป็นผู้นำฟิล์มปกเทปเพลงมาเอง จึงมีเหตุผลทำให้จำเลยเข้าใจว่านาย จ. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฟิล์ม ปกเทปเพลงที่นำมาว่าจ้างให้จำเลยอัดรูปหรือได้รับมอบหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์ในปกเทปเพลงให้มาว่าจ้างจำเลยอัดรูป พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนากระทำผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์แก่งานศิลปกรรมภาพพิมพ์ปกเทปอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วม ขณะที่เจ้าพนักงานกำลังตรวจค้นร้านถ่ายรูปของจำเลยเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพปกเทปเพลงอยู่นั้นนายพ. ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างนำกล่องกระดาษเข้ามาในร้านจำเลยจำนวน 2 กล่อง เพื่อส่งให้จำเลย แต่จำเลยบอกว่าไม่ใช่ของจำเลย ปรากฏว่าในกล่องมีเทปเพลงบรรจุอยู่เต็มทั้งสองกล่อง จำนวน 157 ม้วน เจ้าพนักงานจึงยึดไว้เป็นของกลางและทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมไว้ดังนี้ การยึดเทปของกลางและทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมว่าเป็นของกลางที่ตรวจค้นได้ในร้านของจำเลยจึงไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงและไม่อาจรับฟังได้ว่าเทปเพลงของกลางเป็นของที่ยึดได้จากการตรวจค้นร้านของจำเลยเทปของกลางที่เจ้าพนักงานยึดมาดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯมาตรา 26 ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีเทปเพลงของกลางที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไว้เพื่อขายโดยรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่าเทปเพลงดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 2ป.วิ.อ. 17ป.วิ.อ. 226พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 26พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 4
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรมภาพพิมพ์ ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์ภาพด้วยกรรมวิธีทางการพิมพ์ปรากฏบนปกเทปเพลง และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) ซึ่งเป็นงานสร้างสรรค์อันประกอบด้วยลำดับของเสียงดนตรีโดยบันทึกลงในวัสดุอันสามารถที่จะนำมาเล่นซ้ำได้อีกโดยใช้เครื่องบันทึกและเล่นเทป ผู้เสียหายทั้งสี่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์งานสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) และได้โฆษณางานต่าง ๆ ดังกล่าวครั้งแรกในประเทศไทยแล้ว เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบทหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ (ก) ตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยได้บังอาจละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปกรรมภาพพิมพ์ปกเทปของผู้เสียหายที่ 1 ด้วยการทำซ้ำและดัดแปลงโดยใช้กล้องถ่ายภาพบันทึกภาพงานศิลปกรรมภาพพิมพ์ปกเทปของผู้เสียหายที่ 1 ลงในฟิล์มแล้วใช้เครื่องอัดรูปหรือเครื่องอัดภาพทำการอัดรูปหรือภาพจากฟิล์มดังกล่าวลงบนกระดาษที่ใช้สำหรับอัดรูปหรือภาพจนปรากฏภาพงานศิลปกรรมภาพพิมพ์ของผู้เสียหายที่ 1 บนกระดาษดังกล่าวเพื่อใช้ทำปกเทปเพลงชื่ออัลบั้มตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 จำนวน 1,720 แผ่น ซึ่งเป็นการทำซ้ำและดัดแปลงในส่วนอันเป็นสาระสำคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายที่ 1 เพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย และ (ข) ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้บังอาจละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) ของผู้เสียหายทั้งสี่โดยมีไว้ซึ่งสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) ที่บันทึกเพลงและลำดับของเสียงดนตรีต่าง ๆ ซึ่งมีผู้ทำซ้ำจากสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง)ของผู้เสียหายทั้งสี่ตามบัญชีเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ถึง 5 โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่รวมจำนวนทั้งสิ้น 157 ม้วนเพื่อขายแก่บุคคลทั่วไปอันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรทางการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสิ่งบันทึกเสียง (เทปเพลง) ที่จำเลยมีไว้ดังกล่าวเป็นงานที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสี่ และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสี่อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนภายในอายุความแล้ว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 31, 69, 70, 75, และ 76ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และ 91 และสั่งให้ภาพถ่ายของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 1,720 แผ่นและเทปเพลงของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 157 ม้วน ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กับให้ริบเครื่องอัดรูปหรือเครื่องอัดภาพ 1 เครื่อง ฟิล์มบันทึกภาพ 4 ชุด และกระดาษบันทึกรายชื่อศิลปินและชื่อชุดงาน 1 แผ่นด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัท อาร์.เอส. โปรโมชั่น 1992 จำกัด ผู้เสียหายที่ 1ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 27, 28, 31, 69 วรรคสอง และ 70 วรรคสอง (ที่ถูกเป็นมาตรา 27 และ 69 วรรคสอง กับมาตรา 31 และ 70 วรรคสอง) ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นต้นในงานศิลปกรรมเพื่อการค้า (ที่ถูกเป็นฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์เพื่อการค้า) จำคุก 2 เดือน และปรับ100,000 บาท ส่วนฐานละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นรองในงานสิ่งบันทึกเสียงเพื่อการค้า(ที่ถูกเป็นฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า) ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท รวมจำคุก 1 ปีและปรับ 200,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำความผิดมาก่อน และพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้วเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ในกรณีกักขังแทนค่าปรับ ให้กักขังไม่เกิน 1 ปี ให้ภาพถ่ายของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน 1,720 แผ่น และเทปเพลงของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน157 ม้วน ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์จ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 กับให้ริบเครื่องอัดรูปหรือภาพ 1 เครื่องฟิล์มสีที่ล้างแล้ว 4 ชุด และกระดาษบันทึกรายชื่อศิลปินและชื่อชุดงาน 1 แผ่นด้วย จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2541 โจทก์ร่วมได้นำเจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง