คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539
ฎีกาที่ 65/2539
หลักกฎหมาย
ข้ออ้างว่าฟ้องเคลือบคลุมตามอุทธรณ์ของจำเลยเป็นคนละเหตุกับที่อ้างต่อสู้มาในคำให้การอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา225 ตามระเบียบระบุให้ปลัดสุขาภิบาลเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับกรรมการอื่นในการเก็บและรักษาเงินหากมีการทุจริตเกี่ยวกับการรักษาเงินโดยการปล่อยปละละเลยหรือประมาทเลินเล่อจากการปฏิบัติหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้คืนจำเลยที่3เป็นปลัดสุขาภิบาลโจทก์แต่ไม่ได้รับแต่งตั้งจากโจทก์ให้มีหน้าที่ควบคุมดูแลเกี่ยวกับการเงินของโจทก์ในทางปฏิบัติของโจทก์เองจำเลยที่3จึงไม่มีหน้าที่เข้าไปควบคุมดูแลเกี่ยวกับการเงินของโจทก์โดยตรงดังนั้นการปล่อยปละละเลยหรือประมาทเลินเล่ออันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้กรณีไม่ต้องตามระเบียบที่จะให้จำเลยที่3ชดใช้เงินแก่โจทก์ ในการถอนเงินฝากมีระเบียบให้เป็นหน้าที่ของประธานสุขาภิบาลปลัดสุขาภิบาลและหัวหน้าหน่วยการคลังลงชื่อถอนร่วมกันการไปรับหรือส่งเงินที่ธนาคารหรือที่แห่งใดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่สุขาภิบาลไปรับหรือส่งเงินลำพังผู้เดียวต้องมีกรรมการไปรับหรือส่งเงินร่วมกันรับผิดชอบเป็นคณะกรณีจำนวนเงินเกิน30,000บาทจะต้องมีกรรมการควบคุมร่วมกันอย่างน้อย3คนระเบียบดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการผิดพลาดเกี่ยวกับตัวเงินที่อาจขาดจำนวนหรือสูญหายและเพื่อไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องทุจริตการที่จำเลยที่1เป็นประธานกรรมการสุขาภิบาลโจทก์ปล่อยให้ร.สมุห์บัญชีของโจทก์ถอนเงินตามลำพังและเบียดบังเอาเงินไปจึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่1ต้องรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่2และที่4เป็นปลัดสุขาภิบาลโจทก์และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์โดยเฉพาะจำเลยที่4ยังเป็นหัวหน้าหน่วยการคลังของโจทก์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วยมีเงินผลประโยชน์ของโจทก์ประเภทต่างๆไม่นำส่งเป็นรายได้ของโจทก์เงินของโจทก์ที่เบิกมาใช้จ่ายในรายการต่างๆไม่มีหลักฐานการรับจ่ายและเงินที่ขาดหายไปเพราะลงบัญชีผิดพลาดจำเลยที่2และที่4เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์โดยหน้าที่นอกจากเป็นกรรมการเก็บรักษากุญแจตู้นิรภัยแล้วยังต้องร่วมกันตรวจสอบตัวเงินและหลักฐานแทนตัวเงินและรายงานคงเหลือประจำวันตามระเบียบแต่ไม่ปรากฏว่าในช่วงเวลาที่มีการทุจริตเบียดบังเงินของโจทก์ไปได้มีกาตรวจสอบรายงานคงเหลือประจำวันรวมทั้งบัญชีต่างๆจึงเป็นช่องทางให้ร.ทำการทุจริตขึ้นได้จำเลยที่2และที่4ในฐานะผู้บังคับบัญชาของร.และมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบเงินของโจทก์เป็นรายวันจะอ้างว่าร.ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไม่ได้จำเลยที่2และที่4ปล่อยปละละเลยและประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหายต้องรับผิด คณะกรรมการสอบสวนหาผู้รับผิดทางแพ่งรายงานผลการสอบสวนว่ามีบุคคลใดบ้างที่ต้องรับผิดทางแพ่งซึ่งรวมถึงจำเลยที่1ที่2และที่4ด้วยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบและผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งให้เรียกร้องแก่ผู้ต้องรับผิดทางแพ่งใช้เงินแก่โจทก์ต้องถือว่าโจทก์โดยผู้ว่าราชการจังหวัดผู้มีอำนาจสั่งการรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่วันที่คณะกรรมการสอบสวนได้รายงานผลการตรวจสอบสวนไม่ใช่นับแต่วันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดรู้ว่าร.เป็นผู้ทำละเมิดเพราะจำเลยที่1ที่2และที่4เป็นผู้ต้องร่วมรับผิดในทางแพ่งที่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ต่างรายไปจากร.โจทก์ฟ้องคดียังไม่พ้น1ปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นสุขาภิบาลซึ่งเป็นนิติบุคคล ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นนายอำเภอพนมไพร และเป็นประธานกรรมการของโจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแลและบริหารงานของโจทก์รวมทั้งควบคุมดูแลการเบิกจ่ายและเก็บรักษาเงินของโจทก์ให้เป็นไปตามระเบียบ จำเลยที่ 2 เป็นปลัดอำเภอพนมไพรและเป็นปลัดของโจทก์ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์มีหน้าที่ร่วมเก็บรักษาเงินของโจทก์ตามระเบียบ จำเลยที่ 3 เป็นปลัดอำเภอพนมไพรและเป็นปลัดของโจทก์มีหน้าที่ร่วมเก็บรักษาเงินของโจทก์ตามระเบียบจำเลยที่ 4 เป็นปลัดอำเภอพนมไพรเป็นหัวหน้าหน่วยการคลังของโจทก์ และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเก็บรักษาเงินของโจทก์ ในระหว่างที่เป็นหัวหน้าหน่วยการคลังมีหน้าที่เก็บรักษาเงินของโจทก์ตามระเบียบ ในระหว่างจำเลยทั้งสี่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ ปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมตรวจสอบและติดตามการเก็บรักษาเงินของโจทก์ เป็นเหตุให้นางรัตน์วลี ศรีเสน สมุห์บัญชีของโจทก์เบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปหลายรายการเป็นเงินที่จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดทั้งหมด322,745.77 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดจำนวน 126,627.80 บาทจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดจำนวน 50,879 บาท จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดจำนวน 47,179.98 บาท และจำเลยที่ 4 ต้องรับผิดจำนวน 98,058.99 บาทขอให้จำเลยทั้งสี่ชำระเงินแก่โจทก์ตามจำนวนที่แต่ละคนต้องรับผิดพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2532ไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะชำระเงินให้โจทก์เสร็จ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเงินโดยถูกต้องตามระเบียบแล้ว มิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใดนางรัตน์วลี ศรีเสน ทุจริตยักยอกเงินของโจทก์นอกเหนือความรับผิดชอบของจำเลยทั้งสี่ เกินกว่าที่จำเลยทั้งสี่จะตรวจสอบควบคุม ฟ้องโจทก์สำหรับ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เคลือบคลุมในรายการที่ 5 ระบุจำนวนเงินที่ขาดหายไปจากการลงบัญชีต่ำกว่าจริงไม่ชัดเจนทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องคดีเมื่อเกิน 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบการละเมิดและทราบตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 46,736.71 บาท 50,879 บาท และ 98,058.99 บาทตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินแต่ละรายการดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 เมษายน 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะชำระเงินให้โจทก์เสร็จ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์ จำเลย ที่ 1 ที่ 2 และ ที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์เป็นเงินจำนวน 126,627.80 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2และที่ 4 มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1ไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ประเด็นข้อนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์จำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 1มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น ประเด็นข้อนี้จึงเป็นที่สุดสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การว่า โจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 3.5 ก.ว่า วันที่ 29 กันยายน 2529 โจทก์มีเงินสดที่ได้จากผลประโยชน์อยู่ 62,839.64 บาท แต่นางวลีรัตน์ยกยอดตัวเลขไปลงบัญชีลำดับถัดไปเพียง 16,143 บาท ขาดหายไป46,969.64 บาท ส่วนฟ้องข้อ 3.5 ข.ว่า วันที่ 2 ตุลาคม 2529โจทก์มีเงินสดอยู่ 82,872.64 บาท แต่นางรัตน์วลียกยอดตัวเลขไปลงบัญชีลำดับถัดไปเพียง 82,582.64 บาท ขาดหายไป 290 บาทจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่เข้าใจว่าเมื่อเงินตามฟ้องของโจทก์ข้อ 3.5 ก.ขาดหายไปแล้ว ยอดเงินตามฟ้องข้อ 3.5 ข. เพิ่มมาได้อย่างไรทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ คำฟ้องในส่วนนี้จึงเคลือบคลุมแต่จำเลยที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องลอย ๆ โดยไม่มีพยานเอกสารบัญชีการเงิน ใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมค่าใบอนุญาตต่าง ๆ ที่นางรัตน์วลียักยอกไปมาแสดงให้สมฟ้องเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม จึงเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยที่ 2 และที่ 4อ้างเป็นข้อต่อสู้มาในคำให้การ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 4ดังกล่าวจึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยให้จึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ 3โดยตำแหน่งจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ และตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้ประมาทเลินเล่อในการปฏ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง