ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 6503/2541

หลักกฎหมาย

อีเฟดรีนของกลางที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวต้องรับโทษเพียงใดอยู่ที่ปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ว่าหนักเท่าใด เมื่อข้อเท็จจริง ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 มีอีเฟดรีน ของกลางไว้ในครอบครอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 13.12 กรัม ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 92(พ.ศ. 2538)รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดไว้ว่าการมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์อีเฟดรีน ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์แล้วต้องไม่เกินปริมาณ 12.000 กรัม การที่จำเลยมีอีเฟดรีน ไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดดังกล่าวจึงเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทพ.ศ. 2518 มาตรา 106 ทวิ ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1ตามที่โจทก์ฟ้องนั้นได้ หาใช่เป็นการเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ไม่ ขณะเจ้าพนักงานเข้าตรวจค้น พบจำเลยที่ 2 นอนอยู่ที่เพิง ข้างบ้าน โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าไปนอนที่บ้านเกิดเหตุเพื่อดู หนังสือเตรียมตัวสอบ ส่วนจำเลยที่ 3 ไปพบจำเลยที่ 1เพราะจำเลยที่ 1 ชวนให้นอนค้างที่บ้านเกิดเหตุ เมื่อไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รู้เห็นในการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 หรือสมคบกับจำเลยที่ 1กระทำผิดรายนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะให้การในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ช่วยถอดเครื่องมือที่ใช้ผลิตอีเฟดรีน เพื่อนำออกไปซ่อมก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ทราบข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ผลิตอีเฟดรีน มาก่อน เพียงเท่านี้จึงยังไม่พอชี้ขาดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมกระทำผิดรายนี้ด้วย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ,62,86,106 ทวิ ซึ่งการฝ่าฝืนมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง บทกำหนดโทษคือมาตรา 89การที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามมาตรา 86 แทนที่จะเป็นมาตรา 89 จึงเป็นกรณีโจทก์อ้างบทมาตราผิดศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง,62 วรรคหนึ่ง,89,106 ทวิ ให้ลงโทษฐานผลิตตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง,89 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 นั้น ยังไม่ถูกต้อง เพราะมาตรา 89 และมาตรา 106 ทวิ ต่างก็มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาทเท่ากัน ต้องพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานผลิตวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 89

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันผลิตอีเฟดรีนซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 โดยจำเลยทั้งสามได้นำอีเฟดรีนเข้มข้น (หัวเชื้อ) มาผสมกับสิ่งเจือปนอื่นแล้วนำมาบดอัดแปรสภาพเป็นเม็ดได้เม็ดยา 1,596 เม็ด ผงอีเฟดรีน ที่ผสมแล้ว 1 ถุง รวมน้ำหนักสุทธิ 885.6 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้หนัก 13.12 กรัมและจำเลยทั้งสามร่วมกันมีอีเฟดรีน อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ดังกล่าวตามจำนวนและน้ำหนักที่จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันผลิตดังกล่าวข้างต้น อันเป็นจำนวนเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาตเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมอีเฟดรีน ดังกล่าวกับยึดได้สารเคมี เครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ในการผลิตอีเฟดรีน รวม 19 รายการและยึดได้รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 1ย-3628 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยใช้เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 86, 106 ทวิ, 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 30, 31 ริบอีเฟดรีนสารเคมี เครื่องมือ อุปกรณ์ในการผลิตอีเฟดรีนของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข ส่วนรถยนต์โตโยต้าของกลางโจทก์จะยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลริบให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 30, 31 ต่อไป จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ, 62, 89, 106 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 20 ปี ริบอีเฟดรีน สารเคมี เครื่องมืออุปกรณ์ในการผลิตอีเฟดรีน ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518มาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ ให้ลงโทษฐานผลิตตามมาตรา 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 89 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด13 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคดีมีเหตุลดโทษหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 1โจทก์มีพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1คือร้อยตำรวจเอกอรุณ อัครธรรม และสิบตำรวจโทบุญเชิด ศรขาพยานทั้งสองยืนยันว่าได้รับแจ้งจากสายลับว่าบ้านเกิดเหตุมีการลักลอบผลิตอีเฟดรีน พยานทั้งสองกับพวกเข้าไปตรวจค้นบ้านดังกล่าว พบจำเลยที่ 1 กำลังจูงสุนัขเดินเล่นอยู่นอกรั้วบ้านส่วนจำเลยที่ 2 นอนอยู่ที่เพิงข้างบ้านและจำเลยที่ 3 นอนอยู่ในบ้านเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบอีเฟดรีน จำนวน 1,596 เม็ดอยู่ในถุงใหญ่ ผงเคมีสีน้ำตาลหนักประมาณ 1 กิโลกรัม และอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตอีเฟดรีน ของกลางรวมทั้งสิ้น 25 รายการซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ที่ห้องครัว ห้องน้ำ และในถังพลาสติกที่หลังบ้านตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.1 พนักงานสอบสวนได้ส่งเม็ดยาสีน้ำตาลและผงสีน้ำตาลของกลางไปตรวจพิสูจน์แล้วพบอีเฟดรีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 13.12 กรัม ตามผลการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบของกลางจากบ้านดังกล่าวแต่อ้างว่าไม่ทราบเป็นของใคร เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่กระทำการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1มาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยที่ 1 ต้องรับโทษ พยานโจทก์เบิกความได้ข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงและสอดคล้องต้องกันนับตั้งแต่ได้รับแจ้งว่าบ้านเกิดเหตุลักลอบผลิตอีเฟดรีน และมีสิ่งผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่จึงได้วางแผนจับกุมและเข้าตรวจค้นจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้านเกิดเหตุเอง เมื่อตรวจค้นก็พบอีเฟดรีน และเครื่องมือการผลิตอีเฟดรีน ของกลางและสิ่งผิดกฎหมายอื่นอีก ทั้งชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าได้ร่วมกับนายดำไม่ทราบนามสกุลผลิตอีเฟดรีน แล้วนำไปขายที่ตลาดวังน้อยและเก็บอีเฟดรีน ซึ่งอัดเป็นเม็ด 16 ถุงและที่เป็นผงอีก 1 ถุงกับเครื่องมือที่ใช้ผลิตอ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6503/2541 · ทนอย Thanoy