ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 6504/2560

หลักกฎหมาย

คำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ 103/2543 นอกจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะมีคำสั่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหา ว. แล้ว ยังมีคำสั่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่กรมที่ดินว่ามีการทุจริตในการออกเอกสารสิทธิที่ดินในท้องที่จังหวัดชลบุรีด้วย ซึ่งหมายความรวมถึงกรณีการออกเอกสารสิทธิในที่ดินในคดีนี้ด้วย คณะอนุกรรมการไต่สวนจึงมีอำนาจไต่สวนจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ได้ เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนและชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมได้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 84 และมาตรา 88 รวมทั้งเมื่อมีกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐในการกระทำความผิดดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ย่อมไต่สวนและชี้มูลความผิดของบุคคลเหล่านั้นได้ เพราะถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดด้วยกัน แต่ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีนี้ ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2543 ยังไม่ได้กำหนดข้อปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวดังเช่นที่กำหนดไว้ในระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2547 ข้อ 26 ดังนั้น ประธานกรรมการ ป.ป.ช. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจออกประกาศเพิ่มอำนาจให้แก่คณะอนุกรรมการไต่สวนให้มีอำนาจดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดต่อไปด้วย อันเป็นการให้มีผลเฉพาะคดีนี้เท่านั้น ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง หาจำต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาตาม มาตรา 5 วรรคสอง ไม่ เพราะไม่ใช่ประกาศหรือระเบียบที่มีผลเป็นการทั่วไป คำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ 28/2545 จึงมีผลบังคับได้ และคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงมีอำนาจไต่สวนจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 7 การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 7 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 157, 162 (1) (4) จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 162 (4) ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 7 ปี จำเลยที่ 6 และที่ 7 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 4 ปี 8 เดือน ปรับจำเลยที่ 7 เป็นเงิน 12,000 บาท หากจำเลยที่ 7 ไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 7 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 7 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 6 และที่ 7 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 7 ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เดิมสำนักงาน ป.ป.ป. ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายวัฒนา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ว่ามีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ในการร่วมกันออกเอกสารสิทธิในที่ดินในท้องที่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ และได้ออกเลขรับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนเลขดำที่ 42020469 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 ต่อมาสำนักงาน ป.ป.ป. ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายวัฒนา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ว่า 1. ทุจริตในการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย เขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ และ 2. ทุจริตในการจัดซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสีย เขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ รวมทั้งกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและประพฤติมิชอบในเรื่องที่บริษัทอาชาแลนด์ จำกัด ของนายวัฒนา ถมทะเลที่บริเวณแหลมบาลีฮาย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยให้นำประเด็นการกล่าวหาทั้ง 3 ประเด็น ไปออกเลขเรื่องร้องเรียน แล้วดำเนินการสืบสวนสอบสวนรวมกับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนที่ 42020469 และได้ออกเลขรับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนเลขดำที่ 42020730 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2542 ดังนั้น การที่คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทำการรายงานการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องกล่าวหาร้องเรียนเลขดำที่ 42020469 เลขแดงที่ 07244547 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2547 จึงเป็นการไต่สวนคดีนี้ หาใช่เป็นคนละคดีไม่ ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกาว่า รายงานการไต่สวนได้เสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2547 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับฟังระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2547 ที่ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547 ซึ่งออกมาใช้บังคับในภายหลังมาวินิจฉัยเป็นโทษแก่จำเลยทั้งเจ็ดไม่ได้ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2543 ข้อ 25 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงได้ชี้ให้เห็นว่าระเบียบดังกล่าวได้ถูกยกเลิกแล้ว แต่ระเบียบใหม่ คือ ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2547 ข้อ 15 วรรคหนึ่ง ก็ยังได้กำหนดวิธีปฏิบัติในการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นอย่างเดียวกันอันแสดงให้เห็นว่าระเบียบทั้งสองฉบับมีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้มีการแจ้งข้อกล่าวหา และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาโดยนำสืบพยานแก้ข้อกล่าวหาได้ เท่านั้น มิได้วินิจฉัยว่าให้ใช้ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2547 มาใช้บังคับแต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกาว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ตามคำสั่งที่ 103/2543 คณะอนุกรรมการไต่สวนมีอำนาจไต่สวนเฉพาะกรณีการกล่าวหาร้องเรียนเรื่องการถมทะเลเท่านั้น แม้ต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีคำสั่งเพิ่มอำนาจคณะอนุกรรมการไต่สวนตามคำสั่งที่ 28/2545 ก็ไม่ทำให้คณะอนุกรรมการไต่สวนมีอำนาจเพิ่มเติมด้วยผลแห่งคำสั่งดังกล่าวได้ เพราะการเพิ่มอำนาจให้คณะอนุกรรมการไต่สวน คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะทำเป็นคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6504/2560 · ทนอย Thanoy