คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 6523/2545
หลักกฎหมาย
บริษัทจำเลยที่ 1 มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์และพร้อมที่จะคัดลอกหรือทำซ้ำติดตั้งลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์และส่งมอบให้ในวันที่ ฟ.ไปสุ่มซื้อได้ทันทีแม้การกระทำของฟ. จะเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่ก็ไม่เป็นการชักจูงใจหรือก่อให้ฝ่ายจำเลยกระทำความผิดคดีนี้ขึ้นมา เพราะจำเลยมีเจตนากระทำการอันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์อยู่ก่อนแล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) และมาตรา 28(2) จำเลยที่ 1 เพียงแต่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ ฟ. ไป ซึ่งเป็นการให้เปล่าโดยไม่คิดมูลค่า แต่คิดราคาเฉพาะตัวเครื่อง โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 มิได้ขายหรือเสนอขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ที่ไม่มีใบอนุญาตให้แก่ ฟ. แต่อย่างใด จำเลยที่ 1 และกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 31(1) คงมีความผิดตามมาตรา 31(3) ซึ่งเป็นการแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์เพื่อการค้าเท่านั้น
มาตราที่อ้างถึง
ป.วิ.อ. 2ป.วิ.อ. 28พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 26พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 31
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของมลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชื่อไมโครซอฟท์ วินโดวส์ 98 และไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ (ซึ่งประกอบด้วยโปรแกรมย่อย) ไมโครซอฟท์เวิร์ด ไมโครซอฟท์พาวเวอร์ พอยท์ ไมโครซอฟท์ เอ็กซ์เซล ไมโครซอฟท์ เอาต์ลุก และไมโครซอฟท์ แอคเซสส์อันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรมที่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 เมื่อระหว่างวันที่ 24 ถึง 30 พฤษภาคม 2543 เวลากลางวันและกลางคืนจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันทำละเมิดลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ โดยร่วมกันทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของโจทก์ดังกล่าวลงในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์และจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย เผยแพร่ต่อสาธารณชนหรือแจกจ่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ดังกล่าวแก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไป โดยจำเลยทั้งสามรู้หรือมีเหตุอันควรรู้ว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ อันเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า เหตุเกิดที่แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 30มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 31 และมาตรา 74 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และมาตรา 91 กับจ่ายเงินค่าปรับที่ได้รับชำระตามคำพิพากษาเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งหลบหนี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 30(1), 31(1)(3), 69 วรรคสอง, 70 วรรคสอง อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 160,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปีและปรับ 160,000 บาท ฐานแจกจ่ายและเสนอขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 80,000 บาท จำเลยที่ 2ให้จำคุก 6 เดือนและปรับ 80,000 บาท รวมโทษจำเลยที่ 1 เป็นปรับ 240,000 บาทรวมโทษจำเลยที่ 2 เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือนและปรับ 240,000 บาท โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 แต่ให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 1 ปี กับให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 76 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของมลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ และมีจำเลยที่ 3เป็นพนักงานขายประจำอยู่ในร้านค้าของจำเลยที่ 1 ที่ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่าโจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ดังที่โจทก์กล่าวมาในคำฟ้องตามหนังสือถ้อยแถลงพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.9 อันเป็นงานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม ซึ่งมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537เนื่องจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เป็นผู้มีสัญชาติและอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศภาคีแห่งอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม อันเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ด้วยก่อนเกิดเหตุคดีนี้โจทก์ได้ว่าจ้างให้บริษัทไรท์ แอสโซซิเอทส์ (ประเทศไทย) จำกัดตรวจสอบตามร้านค้าที่ขายเครื่องคอมพิวเตอร์ว่า มีการลักลอบขายเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์หรือไม่ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม2543 เวลา 14.30 นาฬิกา นายฟิลิป พาสโค นักสืบอิสระในสังกัดบริษัทไรท์ แอสโซซิเอทส์(ประเทศไทย) จำ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง