คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 6538/2562
หลักกฎหมาย
การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองรายงานการประชุม และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้บันทึกการประชุมในเอกสารฉบับเดียวกัน ย่อมเป็นการรับรองเป็นหลักฐานว่า การประชุมคณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ได้กระทำต่อหน้าตนนั้น เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวมิได้มีการประชุมกันจริง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่า การอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) แต่โจทก์ทั้งห้ามิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) มาด้วย ต้องถือว่าโจทก์ทั้งห้าไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) จึงลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) ไม่ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ และกรณีมิใช่เป็นเรื่องที่ข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ทั้งห้าสืบสม แต่อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด เพราะโจทก์ทั้งห้ามิได้บรรยายองค์ประกอบความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) มาในฟ้องด้วย อีกทั้งองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 162 (1) และ (4) กับมาตรา 265 มีความแตกต่างกันมาก จึงมิใช่เป็นกรณีที่ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในเรื่องที่มิใช่ข้อสาระสำคัญ และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้หลงต่อสู้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 157, 264, 265, 268 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 83 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม จึงลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 4 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยก และยกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์ทั้งห้าและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งห้าสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าข้อแรกมีว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้บันทึกการประชุมและจัดทำรายงานการประชุม แต่จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) ของเทศบาลตำบลประตูป่า มีหน้าที่บันทึกการประชุมและจัดทำรายงานการประชุมของคณะกรรมการดังกล่าวตามหน้าที่ รายงานการประชุมจึงเป็นเอกสารแท้จริงที่จำเลยที่ 2 จัดทำขึ้น มิใช่เอกสารปลอม และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) ของเทศบาลตำบลประตูป่า ไม่ได้มีการประชุมกันเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ดังได้วินิจฉัยมา ย่อมทำให้เชื่อได้ว่า คณะกรรมการดังกล่าวมิได้มีการแสดงความคิดเห็นกันตามที่ปรากฏในรายงานการประชุม และแผนอัตรากำลังมิได้เป็นผลมาจากการประชุมของคณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) ของเทศบาลตำบลประตูป่าแต่ประการใด การจัดทำแผนอัตรากำลังและรายงานการประชุมจึงมิได้เป็นไปตามหนังสือสำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท 0809.2/ว 55 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2557 เรื่อง กำหนดขั้นตอนในการจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี ที่ว่า จะต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี และไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลลำพูน เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2545 ข้อ 16 ที่ให้คณะกรรมการจัดแผนอัตรากำลัง 3 ปี ของเทศบาล มีหน้าที่จัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี โดยคำนึงถึงภารกิจและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งห้ากล่าวในคำฟ้องก็ตาม แต่เมื่อรายงานการประชุมเป็นเพียงเอกสารเท็จ มิใช่เอกสารราชการปลอม การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 มิได้รู้เห็นด้วย ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 จะกล้าจัดทำรายงานการประชุมขึ้นเอง แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมด้วย ส่วนที่โจทก์ทั้งห้าฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมด้วยนั้น ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ทั้งห้าปรากฏเพียงว่า จำเลยที่ 3 ไปให้ถ้อยคำต่อคณะทำงานของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลำพูนว่า มีการประชุมคณะกรรมการกำหนดโครงสร้างส่วนราชการและจัดทำแผนอัตรากำลัง 3 ปี (รอบปีงบประมาณ 2558 - 2560) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 กันจริงเท่านั้น พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 เพียงเท่านี้ย่อมไม่เพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองรายงานการประชุมในรายงานการประชุม และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้บันทึกการประชุมในเอกสารฉบับเดียวกัน ย่อมเป็นการรับรองเป็นหลัก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง