คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2567
ฎีกาที่ 655/2567
หลักกฎหมาย
ป.อ. มาตรา 326 บัญญัติว่า "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท" สำหรับคำว่า "ใส่ความ" นั้น ป.อ. มิได้นิยามศัพท์ไว้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่า หมายถึง พูดหาเหตุร้าย กล่าวหาเรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 1 ได้รับเอกสารหมาย จ.7 จากเจ้าของบ้านที่โจทก์ที่ 1 เช่า โจทก์ที่ 1 ตรวจดูแล้วมีข้อความในเอกสารเพียงบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่โจทก์ที่ 1 บอกแก่จำเลยว่าได้พาโจทก์ที่ 2 ไปพบแพทย์เกี่ยวกับอาการป่วยของโจทก์ที่ 2 เท่านั้น ส่วนข้อความอื่นไม่ใช่บทสนทนาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลย การที่จำเลยลงข้อความในเอกสารหมาย จ.7 ที่มีลักษณะที่บิดเบือนทำให้ผิดแผกไปจากข้อเท็จจริงเดิมที่โจทก์ที่ 1 เล่าให้จำเลยฟัง มีการเสริมแต่งข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเข้าไปใหม่อันเป็นการใส่ความโจทก์ทั้งสองต่อบุคคลที่สาม ซึ่งจะทำให้บุคคลที่สามเชื่อว่าหรือเข้าใจว่าโจทก์ที่ 2 เป็นโรคออทิสติกอย่างรุนแรง เป็นคนอันตรายมีพฤติกรรมทำร้ายเด็กผู้หญิงจนถูกโรงเรียนไล่ออกและเข้าถึงอาวุธปืนที่จะเป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่อาศัยใกล้บ้านได้ และโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาปล่อยปละละเลยการกระทำที่เป็นอันตรายต่อบุคคลอื่นของโจทก์ที่ 2 ย่อมทำให้วิญญูชนทั่วไปดูถูกและเกลียดชังโจทก์ทั้งสอง โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์ทั้งสองเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง การกระทำดังกล่าวจึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และให้จำเลยลงโฆษณาข้อความขอขมาและคำพิพากษาทั้งหมดลงในหนังสือพิมพ์พัทยาพีเพิ้ลและหนังสือพิมพ์อื่นในท้องที่อีก 2 ฉบับ รวมเป็นจำนวน 3 ฉบับ เป็นเวลา 15 วันติดต่อกัน และส่งข้อความขอขมาพร้อมคำพิพากษาทั้งหมดทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ให้แก่เจ้าของบ้านในหมู่บ้านพาราไดส์ วิลล่า 2 ทุกหลัง โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาหรือค่าใช้จ่ายทั้งหมด ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้จำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในหนังสือพิมพ์พัทยาพีเพิ้ลและหนังสือพิมพ์อื่นในท้องถิ่นอีก 1 ฉบับ เป็นเวลา 5 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออย่างอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 บัญญัติว่า "ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท" สำหรับคำว่า "ใส่ความ" นั้น ประมวลกฎหมายอาญามิได้นิยามศัพท์ไว้ว่ามีความหมายว่าอย่างไร แต่ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายว่า หมายถึง พูดหาเหตุร้าย กล่าวหา เรื่องร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย คดีนี้โจทก์ทั้งสองนำสืบโดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2563 โจทก์ที่ 1 ได้รับเอกสารหมาย จ.7 จากเจ้าของบ้านที่โจทก์ที่ 1 เช่า โจทก์ที่ 1 ตรวจดูแล้วมีข้อความในเอกสารเพียงบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่โจทก์ที่ 1 บอกแก่จำเลยว่าได้พาโจทก์ที่ 2 ไปพบแพทย์เกี่ยวกับอาการป่วยของโจทก์ที่ 2 เท่านั้น ส่วนข้อความอื่นที่ปรากฏในเอกสารไม่ใช่บทสนทนาระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลย โดยจำเลยเคยไปหาโจทก์ที่ 1 ที่บ้านและเล่าเกี่ยวกับพฤติกรรมของโจทก์ที่ 2 ว่า พูดจาไม่ดีกับจำเลยและบุตรสาวของจำเลย โจทก์ที่ 2 ได้โชว์และยกอาวุธปืนชี้ไปที่บ้านของจำเลย แต่ไม่ได้บอกว่าโจทก์ที่ 2 พูดจาไม่ดีกับบุตรสาวของจำเลย โจทก์ที่ 1 จึงบอกกับจำเลยว่า โจทก์ที่ 2 เป็นเด็กพิเศษคือมีอาการของโรคออทิสติก โจทก์ที่ 1 เบิกความถึงโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรชายว่า มีอาการเพียงสมาธิสั้นและมีอาการเป็นออทิสติกอ่อน ๆ ซึ่งมีหลายระดับ แต่สามารถทำกิจกรรมทั่วไปแบบปกติได้ ตามแฟ้มภาพและเอกสารเกี่ยวกับการเรียนของโจทก์ที่ 2 ใบรับรองแพทย์ และไฟล์ภาพที่อยู่ในแฟลชไดร์ฟ นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ได้ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในการพูดคุยกับจำเลย โจทก์ที่ 1 ได้พยายามอธิบายว่า โจทก์ที่ 2 มีอาการป่วยเป็นออทิสซึม โดยต้องไปพบแพทย์ปีละ 3 ครั้ง แต่ในระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้นจำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ที่ 2 ถืออาวุธปืนอยู่ในมือ ซึ่งโจทก์ที่ 1 ก็ไม่ทราบเรื่องมาก่อน โจทก์ที่ 1 ไม่เคยใช้น้ำเสียงก้าวร้าวหรือพูดจาไม่ดีกับจำเลยและไม่เคยพูดกับจำเลยว่าโจทก์ที่ 2 ไปทำร้ายร่างกายเด็กผู้หญิง ทั้งโจทก์ที่ 1 ตอบคำถามติงว่า บ้านของโจทก์ที่ 1 ไม่มีอาวุธปืน ส่วนจำเลยนำสืบว่า เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2563 ลูกสาวของจำเลยบอกว่าโจทก์ที่ 2 มีอาวุธปืนอยู่ในมือ จำเลยจึงออกไปยืนตรงลานบาบีคิวกลางแจ้ง มองเห็นโจทก์ที่ 2 ยืนอยู่ที่หน้าต่าง จำเลยพูดทักทายโจทก์ที่ 2 แต่โจทก์ที่ 2 พูดว่า ให้จำเลยหุบปาก จำเลยบอกโจทก์ที่ 2 ว่า ไม่ควรพูดแบบนี้ หรือจะให้บอกพ่อซึ่งหมายถึงโจทก์ที่ 1 แต่โจทก์ที่ 2 ก็พูดหยาบคายอีก และยกอาวุธปืนอันเล็กเล็งตรงไปที่จำเลย จำเลยจึงวิ่งหนีเข้าบ้านและสั่งบุตรสาวทั้งสองไม่ให้ออกนอกบ้าน แล้วไปบ้านของโจทก์ทั้งสอง จำเลยแจ้งโจทก์ที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 2 เล็งอาวุธปืนไปที่ลูกสาวของจำเลยและจำเลย และโจทก์ที่ 2 พูดจาหยาบคาย จำเลยจึงบอกให้โจทก์ที่ 1 เอาอาวุธปืนมาออกจากโจทก์ที่ 2 และอย่าพูดหยาบคายอีก โจทก์ที่ 1 บอกจำเลยว่าโจทก์ที่ 2 มีอาการของโรคออทิสติกรุนแรงซึ่งจำเลยไม่รู้จักอาการนี้มาก่อน และโจทก์ที่ 1 เล่าให้ฟังว่าโจทก์ที่ 2 มีประวัติไม่ดีกับเด็กผู้หญิง ทำร้ายพวกเขาที่โรงเรียน ในห้างสรรพสินค้า และหลายที่ที่โจทก์ที่ 2 ไป โจทก์ที่ 2 พยายามเตะพวกเขา ดึงผม โจทก์ที่ 1 กำลังหาทางบำบัดรักษาด้าน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง