คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541
ฎีกาที่ 6567/2541
หลักกฎหมาย
ที่ดินพิพาทมีสามแปลงซึ่งโจทก์แต่ละคนอ้างว่าเป็นเจ้าของโดยที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีเขตติดต่อกันเท่านั้นการที่จำเลยที่ 1 ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสามแล้วขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 จนกรรมสิทธิ์ตกเป็นของจำเลยที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนถูกโต้แย้งสิทธิแม้โจทก์ทั้งสามจะฟ้องรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์ แต่ละคนแยกกัน ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งการที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ที่ดินพิพาทมิใช่ของโจทก์ทั้งสามแต่เป็นของจำเลยที่ 1 และได้ออกโฉนดที่ดินโดยชอบแล้วจึงขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไถ่ถอนคืนภายในกำหนด กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวจึงตกเป็นของจำเลยที่ 2 โดยชอบนั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์ทั้งสามแต่เป็นของจำเลยที่ 1 ซึ่งครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาหากฟังว่าโจทก์ทั้งสามมีสิทธิครอบครองจำเลยที่ 1 ก็ได้แย่งการครอบครองจากโจทก์เกินกว่า 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2ให้การยืนยันเพียงว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1ดังนั้น ตามคำให้การของจำเลยทั้งสองคงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์ทั้งสามหรือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทไม่อาจมีประเด็นในเรื่องการแย่งการครอบครองที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าเดิมจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาท ศาลก็ไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเป็นการวินิจฉัยขัดแย้งกับประเด็นที่จำเลยทั้งสองต่อสู้ไว้ในคำให้การ ทั้งไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นตั้งประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์ทั้งสามเป็น เจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงมิได้ครอบคลุมถึงว่าโจทก์ ทั้งสามมีสิทธิฟ้องเรียกคืนที่ดินพิพาทหรือไม่แต่อย่างใด
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 59, 297 และ 871/651 ตำบลหนองปรือ (หนองรี)อำเภอบ่อพลอย (ปัจจุบันเป็นกิ่งอำเภอหนองปรือ) จังหวัดกาญจนบุรีตามลำดับ จำเลยที่ 1 ได้ไปแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวบางส่วนโดยครอบครองที่ดินของโจทก์ที่ 1 เป็นเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ของโจทก์ที่ 2เป็นเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่ และของโจทก์ที่ 3 เป็นเนื้อที่ประมาณ2 ไร่ รวมทั้งสิ้นประมาณ 20 ไร่ เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 35 ตำบลหนองปรือ กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ให้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปีโดยมีเจตนาไม่ไถ่คืนเพื่อให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2ต่อมาเดือนสิงหาคม 2537 โจทก์ทั้งสามจึงทราบเรื่องการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว เจ้าพนักงานที่ดินได้เรียกคู่กรณีไปสอบสวนหาข้อยุติแล้ว แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 59, 297 และ 871/651 ตำบลหนองปรือ (หนองรี) อำเภอบ่อพลอย (กิ่งอำเภอหนองปรือ) จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีเนื้อที่ 16 ไร่ 1 งาน 21 ตารางวา 18 ไร่ 2 งาน 82 ตารางวา และ 10 ไร่ 1 งาน 91 ตารางวา เป็นของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 35 ตำบลหนองปรือ กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ 20 ไร่ 87 เศษ 3 ส่วน 10 ตารางวา และสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดดังกล่าวฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2536 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ทำให้จำเลยที่ 1ไม่สามารถเข้าใจข้อหาได้ หลังจากเกิดกรณีพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสองแล้วโจทก์ทั้งสามได้ร้องเรียนให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีไกล่เกลี่ยเปรียบเทียบขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของเจ้าพนักงานที่ดิน การที่โจทก์ทั้งสามนำคดีมาฟ้องจึงเป็นการปฏิบัติผิดขั้นตอนที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนด โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ทั้งสามไม่ใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเพราะไม่เคยทำประโยชน์ใด ๆในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวและที่ดินพิพาทไม่ว่าส่วนใด หนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายมีได้ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 เข้าทำประโยชน์เรื่อยมา หลังจากนั้นจำเลยที่ 1ได้นำที่ดินดังกล่าวขอออกโฉนดที่ดินโดยถูกต้องตามกฎหมายโดยโจทก์ทั้งสามก็ทราบดีแต่ไม่เคยโต้แย้งคัดค้าน ต่อมาจำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยจดทะเบียนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อครบกำหนดขายฝากแล้วจำเลยที่ 1ไม่สามารถหาเงินไถ่ถอนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงตกเป็นของจำเลยที่ 2 โดยชอบ โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากที่ดินโฉนดพิพาทมาจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ทั้งได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินตามกฎหมายเมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยที่ 1ไม่ไถ่ถอนที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและสัญญาขายฝากตามฟ้องได้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 35 ตำบลหนองปรือ กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรีและสัญญาขายฝากที่ดินดังกล่าวฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2536ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวในที่ดินของโจทก์ทั้งสาม คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องเป็นสาระสำคัญว่า โจทก์ทั้งสามต่างเป็นเจ้าของที่ดินคนละแปลงโดยครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา เมื่อเดือนสิงหาคม 2537 โจทก์ทั้งสามทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 35 ตำบลหนองปรือกิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ทับที่ดินบางส่วนของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 โดยมิชอบ เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ 8 ไร่ และ2 ไร่ ตามลำดับ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำไปขายฝากให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีเจตนาไถ่ถอนคืนเพื่อให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์แต่ละคนกับขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 35 เนื้อที่ 20 ไร่ 87เศษ 3 ส่วน 10 ตารางวา และสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดดังกล่าวฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2536 ระหว่างจำเลยทั้งสองด้วย เห็นว่าที่ดินพิพาทมีสามแปลงซึ่งโจทก์แต่ละคนอ้างว่าเป็นเจ้าของโดยที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีเขตติดต่อกันเท่านั้น การที่จำเลยที่ 1ออกโฉนดที่ดิน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง