คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 6577/2559
หลักกฎหมาย
โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 โดยผ่านจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยทุกปี ต่อมาโจทก์ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล แต่จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอันเป็นการผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้เบี้ยประกันภัยที่โจทก์ส่งไป ค่ารักษาพยาบาล และค่าพาหนะเดินทางไปรักษาพยาบาล อันเป็นการเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาและเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 และมาตรา 391 วรรคสาม ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์ขอมานั้นจะเรียกได้หรือไม่ เพียงใด ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายต่อไป ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสองแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 144,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 131,623 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คืนค่าขึ้นศาล 98.75 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2542 โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 โดยผ่านจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำนวนเงินเอาประกัน 100,000 บาท ตกลงส่งเบี้ยประกันภัยปีละ 15,528 บาท เป็นเวลา 21 ปี ครบกำหนดวันที่ 2 สิงหาคม 2563 จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเงินปันผลร้อยละ 10 ของเงินเอาประกันภัยทุก 3 ปี ตามกรมธรรม์ โจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยแก่จำเลยที่ 1 ตามใบรับเงินเบี้ยประกันภัยและหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันชีวิต ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2546 โจทก์ป่วยต้องรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลธนบุรี เสียค่ารักษาพยาบาล 31,511 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงิน แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่โจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ขาดส่งเบี้ยประกันภัยในวันที่ 2 สิงหาคม 2545 ซึ่งเป็นวันกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยปีที่ 4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 โดยผ่านจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 โจทก์ส่งเบี้ยประกันภัยทุกปี ต่อมาโจทก์ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล แต่จำเลยที่ 1 ไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัยอันเป็นการผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชดใช้เบี้ยประกันภัยที่โจทก์ส่งไป ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องที่บ้าน ค่ารักษาพยาบาลรายวันและค่าพาหนะในการเดินทางไปรักษาพยาบาล อันเป็นการเรียกร้องให้ชำระหนี้ตามสัญญาและเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการไม่ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 และมาตรา 391 วรรคสาม ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์ขอมานั้นจะเรียกได้หรือไม่ เพียงใด ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายต่อไป ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับว่าได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้รับเงินปันผล 10,000 บาท จากจำเลยที่ 1 และรับมอบเช็คจากโจทก์ 6,028 บาท เพื่อนำไปชำระเบี้ยประกันภัยของปีที่ 4 แก่จำเลยที่ 1 อันเจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ว่าได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไปชำระเบี้ยประกันภัยแก่จำเลยที่ 1 แทนตามที่เคยปฏิบัติมา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ในการชำระเบี้ยประกันภัยปีที่ 4 โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 นำไปชำระแทน ส่วนที่อ้างว่าเป็นการชำระเบี้ยประกันภัยเกินกำหนดเวลาตามกรมธรรม์นั้น ปรากฏตามหนังสือมอบฉันทะ ที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 รับเงินปันผลจากจำเลยที่ 1 เพื่อไปชำระเบี้ยประกันภัยในปีที่ 4 ลงวันที่ 2 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นระยะเวลาผ่อนผันตามกรมธรรม์ นอกจากนี้ปรากฏตามใบรับเงินเบี้ยประกันภัยปีที่ 2 เอกสารหมาย จ.5 ว่าโจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยในวันที่ 19 ธันวาคม 2543 ตามหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัยปีที่ 3 โจทก์ชำระเบี้ยประกันภัยในวันที่ 31 ตุลาคม 2544 ซึ่งการชำระเบี้ยประกันภัยดังกล่าวเป็นการชำระเกินกำหนดเวลากรมธรรม์แต่จำเลยที่ 1 ยอมรับไว้ตลอดมาโดยไม่ได้ท้วงติง แสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เคร่งครัดในกำหนดเวลาตามกรมธรรม์ และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้บอกเลิกสัญญากับโจทก์ แสดงว่าคู่สัญญาแสดงเจตนาโดยปริยายไว้ต่อกันแล้วว่ากรมธรรม์ดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับ จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ชำระเบี้ยประกันภัยปีที่ 4 ภายในระยะเวลาที่กรมธรรม์ยังมีผลใช้บังคับแล้ว เมื่อโจทก์ขอเบิกค่ารักษาพยาบาลอันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องค่ารักษาพยาบาลตามกรมธรรม์ที่ยังมีผลใช้บังคับ แต่จำเลยที่ 1 ปฏิเสธไม่ชำระ จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญา ส่วนที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้นำเงินเบี้ยประกันภัยไปให้จำเลยที่ 1 ก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งต้องไปว่ากล่าวต่างหาก จะถือว่าโจทก์ไม่ได้ชำระเบี้ยประกันภัยแก่จำเลยที่ 1 หาได้ไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง