ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550

ฎีกาที่ 6593/2550

หลักกฎหมาย

จำเลยปลูกสร้างบ้านในที่ดินของ ล. เจ้าของที่ดินโดยสุจริต บ้านดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย หลังจาก ล. ถึงแก่ความตายมีการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวปรากฏว่าบ้านของจำเลยอยู่ในที่ดินที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่โครงหลังคาบ้านซึ่งติดอยู่กับบ้านเป็นส่วนหนึ่งของบ้านล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ อันเป็นกรณีที่เทียบเคียงได้กับการปลูกโรงเรือนรุกล้ำที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตตามบทกฎหมายดังกล่าว ถือได้ว่า ป.พ.พ. มาตรา 1312 วรรคแรก เป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เมื่อกรณีดังกล่าวไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีและไม่ปรากฏว่ามีจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น จึงต้องอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งดังกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง เมื่อใช้มาตรา 1312 วรรคแรก ประกอบมาตรา 4 วรรคสอง มาปรับแก่คดีแล้ว ที่ดินของโจทก์ส่วนที่โครงหลังคาบ้านของจำเลยรุกล้ำเข้าไปจึงเป็นภาระจำยอมที่ต้องไปจดทะเบียนสิทธิดังกล่าวตามบทบังคับของมาตรา 1312 วรรคแรก แม้คำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์มิได้ให้การปฏิเสธฟ้องแย้งของจำเลยที่กล่าวอ้างว่า ถนนคอนกรีตกว้าง 6.50 เมตร ยาว 76 เมตร ในที่ดินของโจทก์ซึ่งเป็นถนนดังกล่าวข้างต้นเป็นทางจำเป็น แต่ศาลมีอำนาจกำหนดที่และวิธีทำทางผ่านของทางจำเป็นให้พอควรแก่ความจำเป็นของผู้มีสิทธิจะผ่าน โดยคำนึงถึงที่ดินที่ล้อมอยู่ให้เสียหายแต่น้อยที่สุดที่จะเป็นไปได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสาม ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความกว้างของทางจำเป็นในคดีนี้จึงยังไม่ยุติไปตามคำคู่ความดังกล่าว ทางจำเป็นเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายและเป็นทรัพยสิทธิอันมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์ที่สามารถใช้ยันบุคคลทั่วไปได้อยู่แล้ว จึงไม่จำต้องจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.พ.พ. มาตรา 1349 และมาตรา 1350 บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้มีสิทธิใช้ทางจำเป็นและเจ้าของที่ดินที่ล้อมไว้แล้วเมื่อมีคำพิพากษาว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแล้ว สิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทางจำเป็นของบุคคลดังกล่าวย่อมเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องชี้ขาดตัดสินกำหนดห้ามการใช้ทางจำเป็นเพื่อการใดไว้ล่วงหน้าในคำพิพากษา ทั้งตามฟ้องโจทก์คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย และคำให้การแก้ฟ้องแย้งในคดีนี้ คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า จำเลยมีสิทธิใช้ทางจำเป็นเพื่อการค้าหรือไม่ และฟ้องกับฟ้องแย้งดังกล่าวก็มิได้มีคำขอท้ายฟ้องห้ามจำเลยใช้ทางจำเป็นเพื่อการค้า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ทางพิพาทตามปกติมิใช่เพื่อการค้า จึงไม่จำเป็นแก่คดีและเกินคำขอของคู่ความ อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างส่วนที่รุกล้ำตามฟ้องออกไปจากที่ดินของโจทก์ และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป หากจำเลยไม่รื้อถอนให้โจทก์รื้อถอนโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ไปจดทะเบียนภาระจำยอมในฐานะทางจำเป็นให้ถนนคอนกรีตกว้าง 6.50 เมตร ยาว 76 เมตร กับที่ดินส่วนโรงรถ โครงหลังคาบ้านและส่วนที่เป็นถนนคอนกรีตจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออกในที่ดินโจทก์รวมเนื้อที่ 900 ตารางเมตร เป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ 562 โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนภายใน 3 วัน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทางถนนคอนกรีตตามแนวเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทเป็นทางจำเป็น แต่ทางจำเป็นดังกล่าวต้องมีขนาดกว้างไม่เกิน 6.50 เมตร ยาวไม่เกิน 76 เมตร โดยให้จำเลยมีสิทธิใช้ทางดังกล่าวเพียงเพื่อความจำเป็นในการเข้าออกที่ดินของตนไปสู่ทางสาธารณะตามปกติที่มิใช่การค้าเท่านั้น ไม่บังคับให้จำเลยใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ แต่ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะไปว่ากล่าวแก่จำเลยเป็นอีกคดีหนึ่ง ให้จำเลยรื้อถอนโรงรถและที่เก็บของตามแนวเส้นสีเขียวทึบและถนนคอนกรีตตามแนวเส้นสีเขียวประ กับถนนคอนกรีตตามแนวเส้นสีน้ำเงิน เฉพาะส่วนที่เกินกว่าเป็นทางจำเป็นในแผนที่พิพาท ออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 323 ตำบลบางโคล่ อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์เฉพาะส่วนดังกล่าวต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000บาท นับแต่วันฟ้อง (23 กุมภาพันธ์ 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมที่ดินของโจทก์เฉพาะตามแนวเส้นสีม่วงในแผนที่พิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของจำเลยตามโฉนดเลขที่ 562 ตำบลบางโคล่ อำเภอบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ คำขออื่นตามฟ้องและฟ้องแย้งนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ทางถนนคอนกรีตตามแนวเส้นสีน้ำเงินในแผนที่พิพาทเป็นทางจำเป็นโดยมีขนาดกว้างไม่เกิน 4 เมตร ยาวไม่เกิน 76 เมตร ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 323 ตามฟ้อง เป็นของนางลำใยมารดาของโจทก์จำเลย จำเลยปลูกสร้างบ้าน โรงรถและที่เก็บของในที่ดินดังกล่าวโดยได้รับอนุญาตจากนางลำใย ต่อมาปี 2506 นางลำใยถึงแก่ความตาย โจทก์จำเลยจึงทราบว่านางลำใยทำพินัยกรรมยกที่ดินดังกล่าวด้านทิศเหนือให้แก่โจทก์ ด้านทิศใต้ให้แก่จำเลย โดยมีคันดินจากทางทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตกของที่ดินเป็นแนวเขตที่ดินของโจทก์จำเลย และได้จดทะเบียนรับมรดกถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวเมื่อปี 2512 หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี จำเลยปรับปรุงทางในที่ดินด้านทิศเหนือที่จะต้องแบ่งแยกให้เป็นของโจทก์โดยปรับปรุงเป็นถนนคอนกรีต ต่อมาปี 2525 โจทก์ฟ้องขอแบ่งแยกที่ดิน ศาลฎีกาพิพากษาให้แบ่งแยกที่ดินแก่โจทก์จำเลยตามพินัยกรรมดังกล่าวตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกา และมีการแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาดังกล่าวเสร็จในปี 2537 ปรากฏว่าที่ดินด้านทิศใต้ที่แยกออกไปเป็นโฉนดเลขที่ 562 เป็นของจำเลยและที่ดินคงเหลือตามโฉนดเดิมเป็นของโจทก์ โดยมีโรงรถกับที่เก็บของตามกรอบเส้นสีเขียว ถนนคอนกรีตจากทางทิศใต้ไปสู่ทิศเหนือตามแนวเส้นสีน้ำเงิน และถนนคอนกรีตจากทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกตามกรอบเส้นประสีเขียวตามแผนที่พิพาท ซึ่งจำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของโจทก์ ส่วนบ้านที่จำเลยปลูกสร้างอยู่ในที่ดินของจำเลย แต่โครงหลังคาบ้านตามกรอบเส้นสีม่วงในแผนที่พิพาท รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินของโจทก์ส่วนที่จำเลยปลูกสร้างโรงรถกับที่เก็บของและถนนคอนกรีตตามกรอบเส้นประสีเขียวในแผนที่พิพาทโดยอายุความนั้น แม้จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยครอบครองที่ดินส่วนที่ปลูกสร้างโรงรถกับที่เก็บของและถนนคอนกรีตโดยสุจริต เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมา กับมีคำขอบังคับโจทก์ให้ไปจดทะเบียนที่ดินของโจทก์ส่วนดังกล่าวเป็นภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของจำเลย แต่คำให้การจำเลยและฟ้องแย้งคงโต้แย้งแต่เพียงว่า ที่ดินของจำเลยไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะในปี 2517 จำเลยจึงทำถนนคอนกรีตกว้าง 6.5 เมตร ยาว 76 เมตร ยาว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6593/2550 · ทนอย Thanoy