คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540
ฎีกาที่ 66/2540
หลักกฎหมาย
โจทก์มีประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยาน4ปากแต่มีบิดาผู้ตายเพียงปากเดียวที่ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายส่วนพยานนอกนั้นจำคนร้ายไม่ได้แต่คำเบิกความของบิดาผู้ตายขัดกับคำให้การในชั้นสอบสวนที่ระบุว่าไม่เห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายยิงผู้ตายอีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานอื่นก็เป็นคำบอกเล่าที่เป็นพิรุธยิ่งกว่าที่เบิกความในชั้นศาลประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นคำรับสารภาพที่ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจใช้ยันจำเลยทั้งสองไม่ได้พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดหรือไม่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน(ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2522 มาตรา 5, 7 คำสั่งคณะปฎิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 44 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ข้อ 3, 6, 7ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 371, 288, 289, 91 และริบของกลางเว้นแต่รถจักรยานยนต์ให้คืนแก่เจ้าของ จำเลยทั้งสองให้การปฎิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำเลยทั้งสองจำคุกตลอดชีวิต ริบอาวุธปืนกับกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางส่วนรถจักรยานยนต์ของกลางให้คืนแก่เจ้าของคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้าย 2 คน ร่วมกันใช้อาวุธปืนสั้นจำนวน 1 กระบอก ยิงนายสาและ หะแว ผู้ตายถูกบริเวณท้ายทอยและขมับ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยคนร้ายใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองกระทำผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) หรือไม่โจทก์มีประจักษ์พยานมาเบิกความเป็นพยานจำนวน 4 ปาก คือนายมะ หะแว บิดาผู้ตาย นายบือราเฮง หะแวกะจิ นายมาดือราเจะเงาะ และนายมะตาเฮ ตือราแม็ง แต่มีนายมะ หะแวปากเดียวที่เบิกความยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายส่วนประจักษ์พยานนอกนั้นเบิกความทำนองเดียวกันว่าจำคนร้ายไม่ได้ สำหรับนายมะ อาแว เบิกความว่า ขณะนายมะ ขายกาแฟอยู่ในร้านซึ่งเป็นบ้านพักโดยมีผู้ตายอยู่ในร้านมีคนร้าย 2 คนขับรถจักรยานยนต์ซ้อนกันมาจอดอยู่นอกรั้วบ้านนายมะ ถามนายมะว่ามีรถจักรยานยนต์ที่ไหนจะขายบ้าง นายมะตอบว่าแถวนี้ไม่มีจากนั้นผู้ตายลุกขึ้น คนร้ายที่เป็นคนนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ก็ใช้อาวุธปืนสั้นยิงผู้ตาย 1 นัด ทันที แล้วพากันหลบหนี นายมะเข้าไปดูผู้ตายปรากฏว่าถึงแก่ความตายแล้ว นายมะให้นายบือราเฮงไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามนายมะในที่เกิดเหตุว่าคนร้ายไปทางไหน นายมะแจ้งว่าไปทางทิศตะวันตกนายมะจำคนร้ายทั้งสองได้คือจำเลยทั้งสอง นายมะไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสอง แต่เคยเห็นหน้าก่อนเกิดเหตุ 1 วัน โดยจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์มาจอดหน้าบ้านพยาน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้และให้นายมะดูตัวนายมะยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายเห็นว่า ตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาที่ 1 เอกสารหมาย จ.7 ซึ่งนายมะเบิกความรับรองไว้ปรากฎว่านายมะให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า ขณะนายมะชงน้ำชาให้แก่ลูกค้า มีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิคันหนึ่งมาจอดที่ร้านมีคนนั่งมา 2 คน คนขับรถเดินมาถามซื้อบุหรี่ นายมะตอบว่าไม่มีคนขับรถผู้นั้นก็ออกจากบ้านส่วนคนนั่งซ้อนท้ายนายมะไม่ได้สนใจต่อมาประมาณ 5 ถึง 6 นาที ขณะนายมะกำลังทำงานในบ้านมีลูกค้าที่นั่งดื่มน้ำชาที่หน้าร้านเข้ามาบอกนายมะว่า ผู้ตายถูกยิงล้มอยู่หน้าบ้าน นายมะจึงรีบออกมานอกบ้าน แสดงให้เห็นว่าในชั้นสอบสวนนายมะแสดงให้ปรากฎต่อพนักงานสอบสวนว่าไม่เห็นเหตุการณ์ขณะคนร้ายยิงผู้ตาย และหากนายมะจำคนร้ายที่อ้างว่าเป็นจำเลยทั้งสองได้ นายมะก็น่าจะระบุตำหนิรูปพรรณของคนร้ายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาสอบถามนายมะในวันเกิดเหตุแต่นายมะก็เบิกความว่า นายมะแจ้งตำหนิรูปพรรณคนร้ายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังเกิดเหตุ 3 วัน ทั้งนายมะเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า คนร้ายสวมกางเกงยีนทั้งสองคนแต่ตามบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาที่ 1 เอกสารหมาย จ.7 นายมะให้การว่าคนร้ายทั้งสองคนสวมโสร่ง สำหรับรถจักรยานยนต์ของกลางที่โจทก์นำสืบว่าเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้กระทำผิดเป็นรถยี่ห้อยามาฮ่า ซึ่งนอกจากจะต่างยี่ห้อกับที่นายมะให้การในชั้นสอบสวนแล้วนายมะยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านอีกว่านายมะได้บอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ารถจักรยานยนต์ของกลางไม่ใช่รถของคนร้าย นอกจากนี้คนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามที่นายมะให้การไว้ในบันทึกคำให้การของผู้กล่าวหาที่ 1เอกสารหมาย จ.7 คือ นายกูมรุสดีหรือกูดี ต่วนสาและหาใช่ชื่อของจำเลยคนใดไม่ ครั้นเมื่อเจ้าพนักงานทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.4 ตามที่นายมะเบิกความรับรองไว้ซึ่งปรากฏว่าทำขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2536 เป็นเวลาหลังเกิดเหตุ 5 วัน ในช่องคดีระหว่างผู้กล่าวหากับผู้ต้องหาก็ยังคงใช้ชื่อนายกูมะรุสดี ต่วนสาและ ทั้งเมื่อนายม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง