ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 6616/2560

หลักกฎหมาย

ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความเป็นพยานรับรองว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐอิตาลี เอกสารหมาย จ.1 ดังกล่าว เป็นหนังสือรับรองความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ตามกฎหมายต่างประเทศ ทั้งตามคำให้การของจำเลยคงอ้างแต่เพียงว่าโจทก์มิได้แนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนเพื่อแสดงว่าโจทก์เป็นนิติบุคคล และมีผู้ใดมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์คงแนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจมาท้ายคำฟ้อง แต่เอกสารดังกล่าวก็มิใช่เอกสารที่แสดงว่าผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ คำให้การดังกล่าวของจำเลย จึงมิใช่กรณีที่จำเลยแสดงเหตุอันสมควรสงสัยว่าหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นเอกสารอันแท้จริงหรือไม่ ทั้งจำเลยก็มิได้นำสืบปฏิเสธความเป็นนิติบุคคลของโจทก์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัด มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐอิตาลี ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 47 นั้น เป็นเรื่องอำนาจของศาลในการดำเนินกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับใบมอบอำนาจหรือใบสำคัญและเอกสารอื่น ๆ ในกรณีที่ศาลมีความสงสัย หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องแสดงเหตุอันสมควรสงสัยว่าเป็นเอกสารอันแท้จริงหรือไม่ จึงให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความนั้นยื่นเอกสารตามวิธีการในวรรคสาม หาใช่ว่าหากเอกสารไม่มีการรับรองจากโนตารีปับลิกและตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 47 วรรคสามแล้ว จะถือว่าเป็นเอกสารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ ดังนั้น การจัดทำหนังสือมอบอำนาจโดยมีการรับรองตามมาตรา 47 วรรคสาม ขึ้นในภายหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จึงเป็นการยืนยันถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ก. ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ในการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจ ฉบับลงวันที่ 26 ตุลาคม 2553 เมื่อจำเลยมิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามข้อความที่ระบุในหนังสือมอบอำนาจว่า ก. ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ และโจทก์ได้มอบอำนาจให้ ด. กระทำการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในหนังสือมอบอำนาจ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คำว่า "VALENTINO" เป็นชื่อของบุคคลธรรมดา ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าชื่อของ ว. เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดาของประชาชนในประเทศไทย คำว่า "VALENTINO" จึงเป็นชื่อของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจโดยธรรมดา ย่อมมีลักษณะบ่งเฉพาะในตัวเองโดยไม่จำต้องแสดงโดยลักษณะพิเศษอีก เนื่องจากข้อความว่า "ที่แสดงโดยลักษณะพิเศษ" ที่ปรากฏใน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1) เป็นคำขยายของคำว่า "ชื่อทางการค้า" เท่านั้น มิได้รวมไปถึงชื่อตัว ชื่อสกุลของบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นชื่อสกุลตามความหมายอันเข้าใจกันโดยธรรมดา ทั้งคำดังกล่าว ก็มิได้เล็งถึงลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าตามที่โจทก์ขอจดทะเบียนโดยตรง ดังนั้น คำว่า "VALENTINO" จึงมีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสอง (1)

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า เครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO" ตามคำขอเลขที่ 706344 มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้ ให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/31319 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 115/2555 ให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO" ตามคำขอเลขที่ 706344 ของโจทก์ต่อไป จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 706344 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 115/2555 กับให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 706344 ของโจทก์ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2551 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO" เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 3 รายการสินค้า สบู่ สบู่อาบน้ำที่ไม่มีโอสถผสม สบู่ล้างหน้าที่ไม่มีโอสถผสม น้ำหอมโอเดอโคโลญจน์ น้ำหอม น้ำหอมโอเดอทอยเล็ต สเปรย์ระงับกลิ่นกาย โลชั่นบำรุงผิว เครื่องสำอางระงับกลิ่นกาย เจลอาบน้ำ โฟมอาบน้ำ แป้งทาตัว แป้งทาหน้า เครื่องสำอาง กล่าวคือ ลิปสติก รูจทาแก้ม เครื่องสำอางรองพื้นก่อนแต่งหน้า อายแชโดว์ เครื่องสำอางใช้เขียนขอบตา มาสคาร่า แชมพู โลชั่นใส่ผม ยาสีฟัน ครีมบำรุงผิวสำหรับกลางวันและกลางคืน ครีมบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ครีมทาผิวให้เป็นสีแทน สารฟอกขาว สารที่ใช้ในการซักรีด สารขัดเงา สารขัดถูและลบรอย สบู่ หัวน้ำมันหอมระเหย โลชั่นใส่ผม ยาสีฟัน ตามคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 706344 นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเห็นว่าคำขอดังกล่าวมีข้อบกพร่องตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เพราะไม่ระบุรายการที่ประสงค์จะได้รับความคุ้มครองแต่ละอย่างโดยชัดแจ้ง และเครื่องหมายดังกล่าวจะต้องจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 336365, 442163 และ 442168 ตามสำเนาหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/6711 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2552 โจทก์แก้ไขรายการสินค้าจากเครื่องสำอาง กล่าวคือ ลิปสติก เป็นลิปสติก และขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายชุดตามคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อมา นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าขอยกเลิกการประกาศโฆษณาคำขอจดทะเบียนของโจทก์ เนื่องจากพบว่าคำว่า "VALENTINO" เป็นชื่อสกุลของดาราดังและให้โจทก์ส่งหลักฐานพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามสำเนาหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/519048 ลงวันที่ 7 กันยายน 2552 โจทก์ส่งหลักฐานพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะแล้ว แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 เพราะคำที่ยื่นขอเป็นชื่อสกุลของนักแสดงที่มีชื่อเสียง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง ตามสำเนาหนังสือสำนักเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/519048 ลงวันที่ 7 กันยายน 2552 และที่ พณ 0704/31319 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2552 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คำว่า "VALENTINO" นี้ โจทก์ยอมรับมาในคำอุทธรณ์ว่าเป็นคำที่มาจากชื่อของนายวาเลนติโน ชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าชื่อดังของโลก นับว่าเป็นชื่อตัวที่มิได้แสดงโดยลักษณะพิเศษ ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว เครื่องหมายการค้าของโจทก์จึงไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่ง เห็นว่า หลักฐานดังกล่าวเป็นการใช้เครื่องหมายที่มีลักษณะและรายการสินค้าแตกต่างกันกับเครื่องหมายการค้าตามที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ จึงไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์ตามที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ได้มีการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าอื่น ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงมีมติยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ตามสำเนาคำอุทธรณ์และคำวินิจฉัยอุท
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง