คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 6630/2542
หลักกฎหมาย
ใบมอบอำนาจที่จำเลยยื่นต่อศาลแรงงานได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่า ป. ผู้มีอำนาจลงนามแทนจำเลยมอบอำนาจให้ ย. เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยเกี่ยวกับการพิจารณาและการสืบพยานโจทก์ที่ศาลแรงงาน เมื่อคำให้การเป็นกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งและเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(8) ย. จึงมีอำนาจให้การด้วยวาจาต่อศาลแรงงานได้ การห้ามมิให้ว่าความอย่างทนายความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 หมายถึงห้ามมิให้ผู้รับมอบอำนาจซักถามพยานในศาลอย่างทนายความเท่านั้น แต่มิได้ห้ามมิให้รับมอบอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างอื่นต่อศาล การยื่นคำให้การหรือการให้การด้วยวาจาต่อศาลแรงงาน เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งที่มิใช่เป็นการว่าความอย่างทนายความ ย. ผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยจึงมีอำนาจให้การด้วยวาจาต่อศาลแทนจำเลยได้ และเมื่อเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่อยู่ในขอบอำนาจที่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลย ศาลแรงงานจึงรับคำให้การด้วยวาจาของ ย. ไว้พิจารณาได้ จำเลยให้การด้วยวาจา ศาลแรงงานได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยได้ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ และจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยยังไม่ได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องจริง แต่ตามคำให้การที่ศาลบันทึกไว้ดังกล่าว จำเลยมิได้ยอมรับว่าเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด กรณีจะถือว่าจำเลยไม่ได้ให้การโดยแจ้งชัดว่าปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด และจะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง มาใช้อย่างเคร่งครัดในกรณีเช่นนี้ไม่ได้ เพราะศาลแรงงานเป็นผู้บันทึกคำให้การจำเลยไว้เอง เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติไม่ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดตามคำฟ้อง การที่ศาลแรงงานสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จึงเป็นการวินิจฉัยโดยไม่มีข้อเท็จจริงดังกล่าวในสำนวน เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง คดีแรงงานเป็นคดีมีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าศาลแรงงานได้ไกล่เกลี่ยให้โจทก์จำเลยได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน ศาลฎีกาจึงให้ศาลแรงงานดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่การไกล่เกลี่ยโจทก์จำเลยตามมาตรา 38 เป็นต้นไป แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
มาตราที่อ้างถึง
ป.พ.พ. 800ป.วิ.พ. 1ป.วิ.พ. 60ป.วิ.พ. 177พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 31พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 37พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 38พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 51
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนมีนาคม 2539 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งพนักงานบัญชี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิด และระหว่างที่โจทก์ทำงานกับจำเลยจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 เป็นเงิน10,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 10,000 บาท และค่าชดเชย 30,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การด้วยวาจาว่า จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ 10,205 บาท และเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องจริง ระหว่างพิจารณา จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายจำนวน 10,205 บาท แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางเห็นว่าข้อเท็จจริงพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์ และจำเลยแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยเมื่อเดือนมีนาคม 2539 ตำแหน่งพนักงานบัญชีได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนและจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างจำนวน 10,000 บาท วันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามกฎหมาย พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์จำนวน 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ประการแรกว่าผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยมิใช่ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยให้เข้าดำเนินคดีแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 ผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจให้การด้วยวาจาต่อศาลและไม่มีอำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างทนายความนั้น เห็นว่า ใบมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2541 ที่จำเลยยื่นต่อศาลแรงงานกลางได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่านายหวง หมิง กวน ผู้มีอำนาจลงนามแทนจำเลยมอบอำนาจให้นายยงยุทธ ชาญวิรวงค์ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยเกี่ยวกับการพิจารณาและการสืบพยานโจทก์ที่ศาลแรงงานกลาง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(8) คำว่า "การพิจารณา" หมายความว่ากระบวนพิจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่งก่อนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือจำหน่ายคดีโดยคำพิพากษาหรือคำสั่ง มาตรา 1(7) คำว่า "กระบวนพิจารณา" หมายความว่าการกระทำใด ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้อันเกี่ยวด้วยคดีซึ่งได้กระทำโดยคู่ความในคดีนั้นหรือโดยศาลหรือตามคำสั่งศาลไม่ว่าการนั้นจะเป็นโดยคู่ความฝ่ายใดทำต่อศาลหรือต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งหรือศาลทำต่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่าย และมาตรา 1(4) คำว่า "คำให้การ" หมายความว่า กระบวนพิจารณาใด ๆ ซึ่งคู่ความฝ่ายหนึ่งยกข้อต่อสู้เป็นข้อแก้คำฟ้อง ดังนั้น คำให้การซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณา เมื่อจำเลยมอบอำนาจให้นายยงยุทธมีอำนาจเกี่ยวกับการพิจารณานายยงยุทธจึงมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาทั้งปวงซึ่งรวมถึงการให้การต่อศาลแรงงานกลางด้วยวาจาด้วย ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 60 วรรคสอง ห้ามมิให้ผู้รับมอบอำนาจจากคู่ความว่าความอย่างทนายความนั้น การห้ามมิให้ว่าความอย่างทนายความหมายถึงห้ามมิให้ผู้รับมอบอำนาจซักถามพยานในศาลอย่างทนายความเท่านั้น แต่มิได้ห้ามมิให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างอื่นต่อศาล การยื่นคำให้การหรือการให้การด้วยวาจาต่อศาลเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งที่มิใช่เป็นการว่าความอย่างทนายความ นายยงยุทธผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยจึงมีอำนาจให้การด้วยวาจาต่อศาลแทนจำเลยได้และเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่อยู่ในขอบอำนาจที่ได้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ศาลแรงงานกลางรับคำให้การด้วยวาจาของนายยงยุทธไว้พิจารณาชอบแล้ว จำเลยอุทธรณ์ประการที่สองว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยไม่ได้รับข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีไปทันที คำพิพากษาขัดต่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 51 เห็นว่า นายยงยุทธผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยให้การด้วยวาจา ซึ่งศาลแรงงานกลางได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 21 ธันวาคม 2542 ว่า "ได้ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์จำนวน 10,205 บาท และจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยยังไม่ได้จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์ฟ้องจริง" ซึ่งตามคำให้การไม่ได้ครอบคลุมไปถึงจำเลยยอมรับว่าเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จะถือว่าจำเลยไม่ได้ให้การโดยแจ้งชัดว่าปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด โดยนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง มาใช้อย่างเคร่งครัดไม่ได้ เพราะศาลแรงงานกลางเป็นผู้บันทึกคำให้การไว้เอง ซึ่งยังฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติไม่ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้อง ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้ววินิจฉั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง