คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 6665/2560
หลักกฎหมาย
การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษเป็นเรื่องความรับผิดทางอาญา เมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 มิได้บัญญัติความหมายพิเศษของคำว่า มีไว้ในครอบครองไว้ จึงต้องถือตามความหมายทั่วไปว่า การมียาเสพติดให้โทษอยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของตนโดยรู้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษเป็นการมีไว้ในครอบครองแล้ว ขณะเกิดเหตุเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 2 ซอง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.395 กรัม ของกลางวางอยู่ใกล้ตัวจำเลยที่ 3 และเมื่อจำเลยที่ 3 เห็นพันตำรวจโท ป. กับพวก ก็นำเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใสดังกล่าวไปซ่อนไว้ในเสื้อชั้นในทันที ถือว่าเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส อยู่ในความยึดถือหรือปกครองดูแลของจำเลยที่ 3 แล้ว เมื่อจำเลยที่ 3 รู้ว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส ของกลางไว้ในครอบครอง และเมื่อของกลาง คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.395 กรัม กรณีจึงต้องด้วยบทสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ ถุงพลาสติก อุปกรณ์การเสพเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนบางส่วนไว้เพื่อเสพ ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 9 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 3 จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จำคุกคนละ 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม และจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 6 ปี และปรับ 333,333,34 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 เดือน รวมจำเลยที่ 1 จำคุก 3 ปี 7 เดือน และปรับ 266,666 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 6 ปี 3 เดือน และปรับ 333,334 บาท ริบของกลางทั้งหมด หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับคนละไม่เกิน 1 ปี จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 5 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 2 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามในความผิดฐานนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท จำเลยที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 1 ปี 9 เดือน 10 วัน และปรับ 177,777.78 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 11 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท จำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 7 เดือน และปรับ 266,666.67 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายด้วย คืนรถจักรยานยนต์ ถุงพลาสติก และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา พันตำรวจโท ปรีชา ร้อยตำรวจโท วรรณชัย ดาบตำรวจ นันทวิทย์ กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าศาลาร่วมกันวางแผนให้สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส จากจำเลยที่ 1 โดยแบ่งกำลังเจ้าพนักงานตำรวจซุ่มรอตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อจับกุมจำเลยที่ 1 ระหว่างที่ซุ่มรออยู่นั้นจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องชายของจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณที่พันตำรวจโท ปรีชากับพวกซุ่มรอ พันตำรวจโท ปรีชากับพวกจึงจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดใส 2 ซอง น้ำหนัก 0.84 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 0.730 กรัม ขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณที่ร้อยตำรวจโท วรรณชัย กับพวก ซุ่มรอ ร้อยตำรวจโท วรรณชัย กับพวกจึงควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ไว้ หลังจากนั้นพันตำรวจโท ปรีชา กับพวก นำจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปบ้านของจำเลยที่ 1 เมื
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง