ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560

ฎีกาที่ 6673/2560

หลักกฎหมาย

ตามบันทึกการจับกุม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจาก ห. ชาวเขาเผ่าลีซอ โดยไปซื้อที่บริเวณหมู่บ้านทับเดื่อก่อนที่จะเข้ามาพักที่โรงแรมในราคาถุงละ 8,700 บาท ในการไปซื้อและรับเมทแอมเฟตามีนครั้งนี้มีจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นเจ้าของเงินทุนที่ใช้ซื้อเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ขับรถยนต์ แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 บัญญัติมิให้นำคำรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐานก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความอื่นซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งกฎหมายมิได้ห้ามนำมารับฟังเสียทีเดียว ที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า เหตุที่ลงชื่อในบันทึกการจับกุม เนื่องจากเจ้าพนักงานบอกให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ โดยไม่ได้ให้จำเลยที่ 1 อ่าน และจำเลยที่ 2 เบิกความว่าเจ้าพนักงานตำรวจนำเอกสารมาให้จำเลยที่ 2 ลงชื่อ เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกาย จึงเกิดความกลัว และลงชื่อในเอกสารดังกล่าว โดยเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ให้จำเลยที่ 2 อ่าน มิฉะนั้นแล้วคงไม่ต้องทำบันทึกการจับกุมก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ง่ายต่อการกล่าวอ้าง ทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยโดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมในข้อหานี้ไว้ด้วย การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มานำสืบในภายหลังเช่นนี้ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ เชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การชั้นจับกุมเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ จึงนำไปรับฟังประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เพิ่มโทษจำเลยทั้งสามตามกฎหมาย และริบของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้อีก คงเพิ่มโทษได้แต่เฉพาะโทษปรับเป็น 1,500,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่สามารถเพิ่มโทษจำคุกได้ คงเพิ่มโทษได้เฉพาะโทษปรับ เป็นปรับคนละ 1,500,000 บาท ลดโทษคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูก ประกอบมาตรา 53) คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 1,000,000 บาท หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 เวลาประมาณ 3 นาฬิกา ร้อยตำรวจโท นิกร และดาบตำรวจ เอกณรงค์ กับพวก เจ้าพนักงานตำรวจกองบังคับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ จับกุมจำเลยทั้งสามได้ที่ห้องพักของโรงแรมแม่แตง หมายเลข 207 ที่เกิดเหตุ พร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีน 3,606 เม็ด น้ำหนัก 353.47 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 66.455 กรัม คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่มีการตรวจค้นจับกุมจำเลยทั้งสามสืบเนื่องมาจากก่อนเกิดเหตุดาบตำรวจ เอกณรงค์สืบทราบว่าจำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันเช่ารถยนต์ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนที่อำเภอเชียงดาวและอำเภอแม่แตงมาจำหน่ายแก่ผู้ค้ารายย่อยในอำเภอเมืองเชียงใหม่ โดยสายลับแจ้งว่า จำเลยที่ 1 เช่ารถยนต์เก๋งโตโยต้า สีขาว ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ดาบตำรวจ เอกณรงค์จึงเป็นประจักษ์พยานที่รู้เห็นเกี่ยวกับการสืบทราบและได้รับการบอกเล่าจากสายลับโดยตรง แม้พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบสวนสายลับเป็นพยานและโจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความเป็นพยาน ก็ไม่มีผลทำให้คำเบิกความของดาบตำรวจ เอกณรงค์ เกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 กับพวกดังกล่าวรับฟังไม่ได้ เมื่อดาบตำรวจ เอกณรงค์ สืบทราบและรับแจ้งจากสายลับแล้วได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ หลังจากนั้นมีการวางแผนจับกุมโดยแบ่งกำลังเจ้าพนักงานตำรวจเป็น 2 ชุด ติดตามหารถยนต์ตามที่สายลับแจ้งให้ดาบตำรวจ เอกณรงค์ ทราบ จนกระทั่งได้รับแจ้งจากสายลับว่า รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 เช่าจอดอยู่ที่ลานจอดรถโรงแรมแม่แตง พยานโจทก์ทั้งสองจึงไปยังบริเวณดังกล่าว ทั้งได้ความจากคำเบิกความของดาบตำรวจ เอกณรงค์ ว่า เมื่อพบรถยนต์ตามที่สายลับแจ้งจอดอยู่ที่บ้านทับเดื่อ ตำบลอินทขิล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เห็นชาย 2 คนยืนคุยกัน แต่ไม่ได้สังเกตเห็นหน้าของชายดังกล่าว และไม่สามารถที่จะเข้าตรวจค้นได้เนื่องจากเป็นระยะเวลาช่วงดึก จึงขับรถเลยไป แสดงให้เห็นว่าดาบตำรวจ เอกณรงค์ได้ติดตามหารถยนต์คันที่ได้รับแจ้งจากสายลับจริง เมื่อดาบตำรวจ เอกณรงค์ ไม่ได้ยืนยันว่าชาย 2 คนที่พบเห็นเป็นจำเลยที่ 1 การที่ดาบตำรวจ เอกณรงค์ ไม่ได้เบิกความว่าขณะนั้นเห็นจำเลยที่ 1 ถือสิ่งของอยู่ในมือหรือมีการส่งมอบสิ่งของแก่กันหรือรับยา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6673/2560 · ทนอย Thanoy