คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 669/2551
หลักกฎหมาย
เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์กับเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำสัญญาซื้อขายที่ดินที่ถูกเวนคืนตามมาตรา 10 จึงไม่มีวันที่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 11 อันจะถือว่าเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นตามคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี หรือศาลมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายเงินหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น ฝ่ายจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2540 แจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งหมดในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์ไม่ไปรับเงินตามกำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายจำเลยย่อมมีหน้าที่นำเงินค่าทดแทนที่ดินนั้นไปวางต่อศาลหรือสำนักงานวางทรัพย์หรือฝากไว้กับธนาคารออมสินในนามของโจทก์โดยพลันตามมาตรา 28 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ในวันถัดจากวันที่ 5 สิงหาคม 2540 คือวันที่ 6 สิงหาคม 2540 อันเป็นวันที่ต้องมีการวางเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสาม
มาตราที่อ้างถึง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 10พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 11พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 26พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 28พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 31
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าทดแทน 18,342,362.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี หรือเท่ากับอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 750,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ไม่เกินร้อยละ 13.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองไม่คัดค้านศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้โจทก์ถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 15632 ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมือง นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 3 งาน 51 ตารางวา บางส่วนของที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 57.70 ตารางวา อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สาย สระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา พ.ศ.2538 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในอัตราตารางวาละ 13,000 บาท เนื้อที่ 57.70 ตารางวา เป็นเงิน 750,100 บาท และค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและค่าเสียหายต่างๆ เป็นเงิน 196,635 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 946,735 บาท โจทก์ไม่พอใจการกำหนดเงินค่าทดแทนดังกล่าวจึงอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 1 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ พิจารณาแล้วมีความเห็นยืนราคา โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปแล้ว ต่อมาโจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มและค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิ่มเฉพาะเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนแก่โจทก์อีกตารางวาละ 13,000 บาท รวมเป็นตารางวาละ 26,000 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นหรือไม่ เพียงใด โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าเงินค่าทดแทนที่ดินที่ฝ่ายจำเลยกำหนดให้แก่โจทก์ในอัตราตารางวาละ 13,000 บาท เป็นอัตราที่เหมาะสมเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เห็นว่า การเวนคืนที่ดินของโจทก์เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมานี้ไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดเงินค่าทดแทนไว้เป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฉบับใดโดยเฉพาะดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์จึงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ซึ่งวรรคหนึ่ง ให้กำหนดโดยคำนึงถึง (1) ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 6 (2) ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ (3) ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในกาจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (4) สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น และ (5) เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคม ดังนั้น การกำหนดเงินค่าทดแทน จึงต้องพิจารณาโดยใช้หลักเกณฑ์ทั้งห้าประการดังกล่าวประกอบกัน มิใช่เพียงข้อหนึ่งข้อใดและโดยที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ท่าจะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 สายสระบุรี - หนองคาย (เขตแดน) ตอนเลี่ยงเมืองนครราชสีมา พ.ศ.2538 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2538 การกำหนดเงินค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) จึงต้องถือเอาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของอสังหาริมทรัพย์ในวันที่ 21 ธันวาคม 2538 เป็นเกณฑ์ด้วย ได้ความจากนายเสน่ห์เจ้าหน้าที่ที่จัดหาที่ดิน 6 หัวหน้าโครงการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินพยานจำเลยทั้งสองว่า คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ มีมติให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ปี 2539 ถึงปี 2542 ตามมาตรา 21 (3) มาเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์แต่ประการเดียว เพราะไม่สามารถหาราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินบริเวณที่จะต้องเวนคืนได้ แต่โจทก์นำสืบได้ว่า มีการซื้อขายที่ดินในบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินพิพาท ในปี 2537 ปี 2539 และปี 2540 ในราคาตั้งแต่ตารางวาละ 85,000 บาท ขึ้นไป ตามทางนำสืบของโจทก์ แม้การซื้อขายที่ดิน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง