ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 67/2539

หลักกฎหมาย

เมื่อขับรถในเวลากลางคืนผู้ขับรถต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบกพ.ศ.2522มาตรา11,15กฎกระทรวงและข้อกำหนดของกรมตำรวจที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวแต่จำเลยที่2ขับรถบรรทุกของจำเลยที่1บรรทุกรถแทรกเตอร์ซึ่งมีใบมีดจานไถยื่นล้ำออกมานอกตัวรถบรรทุกโดยมิได้ติดไฟสัญญาณไว้ที่ปลายใบมีดจานไถทั้งสองข้างเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบกอันเป็นกฎหมายที่มีประสงค์เพื่อจะปกป้องบุคคลอื่นๆต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยที่2เป็นฝ่ายผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา422นอกจากนี้บริเวณจุดชนอยู่ในช่องเดินรถโดยสารปรับอากาศที่จำเลยที่4ขับสวนทางมาจึงฟังได้ว่าเหตุเฉี่ยวชนกันเกิดจากการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่2ด้วย จำเลยที่4ขับรถโดยสารปรับอากาศด้วยความเร็วสูงเมื่อขับลงเนินความเร็วของรถยนต์จะต้องเพิ่มขึ้นกว่าเดิมขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนเมื่อเห็นมีแสงไฟของรถยนต์ที่สวนมาเห็นได้ไกลจำเลยที่4จะต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นโดยลดความเร็วให้ช้าลงแต่จำเลยที่4ยังคงขับรถโดยสารปรับอากาศต่อไปด้วยความเร็วสูงจนเกิดอุบัติเหตุจึงเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่4เมื่อเป็นเหตุให้ชนกับรถบรรทุกรถแทรกเตอร์ที่จำเลยที่2ขับมาโดยใบมีดจานไถของรถแทรกเตอร์ล้ำออกนอกตัวรถและล้ำเข้าไปในช่องเดินรถโดยสารปรับอากาศและโจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่2และที่4ต่างฝ่ายต่างทำละเมิดแต่ละฝ่ายจึงไม่ต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดแก่โจทก์แต่ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา438ที่ศาลล่างทั้งสองแบ่งส่วนแห่งความรับผิดโดยให้จำเลยที่2รับผิด2ส่วนส่วนจำเลยที่4รับผิด1ส่วนนับว่าถูกต้องและเหมาะสมแล้ว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองและใช้รถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84-0375 กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 3 เป็นผู้ครอบครองและใช้รถโดยสารปรับอากาศหมายเลขทะเบียน 10-8314 กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 4ส่วนจำเลยที่ 5 เป็นผู้ได้รับสัมปทานการเดินรถโดยสารประกอบการขนส่งคนโดยสาร โดยรับรถยนต์ของจำเลยที่ 3 เข้าร่วมขนคนโดยสารหาประโยชน์ร่วมกัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2527โจทก์โดยสารรถโดยสารปรับอากาศหมายเลขทะเบียน 10-8314 กรุงเทพมหานครจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดภูเก็ต โดยมีจำเลยที่ 4เป็นผู้ขับรถโดยสารปรับอากาศคันดังกล่าวในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ไปตามถนนเพชรเกษม เมื่อถึงที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 417 ถึง 418 ตำบลช้างแรกอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84-0375 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 บรรทุกรถแทรกเตอร์จากจังหวัดพังมุ่งหน้าไปยังกรุงเทพมหานครแล่นสวนทางมา จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 2ต่างขับรถยนต์ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังโดยจำเลยที่ 4ขับรถโดยสารปรับอากาศด้วยความเร็วสูงและแล่นปัดไปมา จำเลยที่ 2ขับรถบรรทุกซึ่งบรรทุกรถแทรกเตอร์ล้ำออกนอกตัวรถและล้ำแนวกึ่งกลางถนน โดยไม่ได้ให้สัญญาณไฟเป็นเหตุให้ใบมีดจานไถของรถแทรกเตอร์ซึ่งอยู่บนรถบรรทุกคันที่จำเลยที่ 2 ขับเฉี่ยวชนถูกด้านขวาของรถโดยสารปรับอากาศที่จำเลยที่ 4 ขับด้านขวาตั้งแต่บริเวณที่นั่งคนขับไปถึงท้ายรถทำให้โจทก์และผู้โดยสารอื่นอีกหลายคนได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 838,658 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน780,147 บาท จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 2 มิได้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อเหตุเกิดจากจำเลยที่ 4 ขับรถโดยสารปรับอากาศล้ำเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเข้ามาในช่องเดินรถของจำเลยที่ 2 ด้วยความเร็วสูงแซงรถยนต์อีกคันหนึ่งอย่างกระชั้นชิดแล้วหักหลบเข้าช่องเดินรถของตนไม่ทันจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนประมาทด้วย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 3 ให้การว่า เหตุเกิดความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 5 ให้การว่า เหตุรถชนกันมิได้เกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 แต่เกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 เพียงฝ่ายเดียว โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายถึงจำนวนตามที่เรียกร้องมา ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด ผู้รับประกันภัยรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน 84-0375 กรุงเทพมหานคร เข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยที่ 1 นำรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน84-0375 กรุงเทพมหานคร ไปรับจ้างขนส่งรถแทรกเตอร์ โดยผิดเงื่อนไขที่ตกลงกับจำเลยร่วมซึ่งระบุว่า รถที่จำเลยที่ 1เอาประกันภัยจะต้องใช้เป็นรถส่วนบุคคลไม่ใช่รับจ้างหรือให้เช่าเหตุเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4แต่เพียงฝ่ายเดียว จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินไป บางกรณีไม่มีกฎหมายรับรองให้เรียกร้องได้อย่างไรก็ตาม จำเลยร่วมจะรับผิดแทนผู้เอาประกันภัยเฉพาะความเสียหายที่เกิดต่อทรัพย์เท่านั้น และมีจำนวนไม่เกิน250,000 บาท ต่อคนและไม่เกิน 250,000 บาท ต่อเหตุที่เกิดขึ้น1 ครั้ง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยร่วม ขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 5 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จำนวน 280,147 บาท โดยให้จำเลยที่ 1และที่ 2 ร่วมรับผิดชำระหนี้จำนวน 132,102.62 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 119,764.66 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดชำระหนี้จำนวน 103,002.44บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน93,382.34 บาท นับแต่วันถัดวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยร่วมรับผิดชำระหนี้จำนวน 71,874.24 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 67,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ส่วนที่ขอเกินมาให้ยกเสีย โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมรับผิดเพิ่มขึ้นเป็นเงินจำนวน 80,000 บาท และให้จำเลยที่ 3ที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดเพิ่มขึ้นเป็นเงิน 40,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินที่จะต้องรับผิดข้างต้นนับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 67/2539 · ทนอย Thanoy