คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 6700/2553
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 1 หัวหน้างานบริหารการฝึกอบรมของวิทยาลัยการปกครองมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหมวดอาคารและสถานที่ งานบริหารการฝึกอบรมของวิทยาลัยการปกครองและเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุ อันเป็นการบริหารงานภายในของวิทยาลัยการปกครองมิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติหรือกฎหมายลำดับรองอื่น ๆ ที่หากจำเลยที่ 1 จะมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 วินิจฉัยสั่งการ จะต้องทำเป็นหนังสือตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าหมวดอาคารและสถานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุโดยชอบแล้ว แม้การมอบหมายจะกระทำด้วยวาจาก็ตาม จำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานบริหารการฝึกอบรม แม้จะมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องควบคุมการปฎิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 กลับปล่อยปละละเลยหน้าที่ควบคุมของตน ส่วนจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ดูแลและใช้ประโยชน์รถยนต์คันเกิดเหตุโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วย แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับปล่อยปละละเลยไม่ควบคุมดูแลการใช้ประโยชน์รถยนต์คันพิพาท โดยไม่จัดให้มีสมุดบันทึกการใช้และรายการซ่อมบำรุงรถยนต์คันพิพาทตามระเบียบของราชทัณฑ์ขับรถยนต์คันดังกล่าวซึ่งมีสภาพไม่สมบูรณ์ออกจากวิทยาลัยการปกครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชนรถยนต์ของบุคคลอื่นได้รับความเสียหายที่หน้าวิทยาลัยการปกครองกรมการปกครองโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายแล้ว แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะไม่ใช่ผู้ขับรถยนต์คันเกิดเหตุในขณะเกิดเหตุ การละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนในกรณีเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นการละเมิดต่อโจทก์แล้ว จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างประจำของวิทยาลัยการปกครอง ตำแหน่งคนงานมีหน้าที่ตัดหญ้าและทำความสะอาดบริเวณวิทยาลัย จำเลยที่ 4 ไม่ได้อนุญาตให้ อ. ขับรถยนต์คันเกิดเหตุออกจากวิทยาลัยแต่ อ. ขอให้จำเลยที่ 4 นั่งไปในรถยนต์เพื่อขับรถยนต์กลับ การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่างคนต่างทำละเมิดต่อโจทก์ มิได้ร่วมกันทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 432 วรรคหนึ่ง ทั้งเมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แต่ละคนทำอันก่อให้เกิดการละเมิดต่อโจทก์ดังกล่าวและความร้ายแรงแห่งละเมิดตามมาตรา 438 วรรคหนึ่งแล้ว ศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดคนละส่วนเท่า ๆ กัน จำเลยที่ 2 ให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 10 เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความ โจทก์อุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกปัญหาเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความตั้งเป็นประเด็นไว้ในคำแก้อุทธรณ์ จึงไม่มีประเด็นในเรื่องอายุความ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ 10 ปี ในการใช้สิทธิไล่เบี้ยไว้ ก็ไม่ทำให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ทั้งไม่ใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นส่วนราชการซึ่งเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงมหาดไทยตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2534 มีอธิบดีกรมการปกครองเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน วิทยาลัยการปกครองเป็นหน่วยงานในสังกัดของโจทก์ และโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบรถยนต์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ปล่อยปละละเลยไม่จัดให้มีการควบคุมการใช้รถยนต์ ไม่กำหนดหน้าที่ผู้ที่เก็บกุญแจรถยนต์ ปล่อยให้รถยนต์คันดังกล่าวชำรุดทรุดโทรมไม่ดำเนินการจัดซ่อมให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดีตามระเบียบราชการ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำมีหน้าที่ตัดหญ้าและทำความสะอาดในบริเวณวิทยาลัยการปกครองจัดรถยนต์คันดังกล่าวมอบให้นายอุทิศ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกขับรถยนต์คันดังกล่าวนำนักโทษซึ่งมาทำความสะอาดวิทยาลัยการปกครองกลับสถานกักขังกลางธัญบุรี นายอุทิศได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปทำความเสียหายแก่ผู้มีชื่อและในที่สุดศาลได้มีคำพิพากษาให้โจทก์และนายอุทิศร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิจากผู้มีชื่อ โจทก์ได้ชำระเงินจำนวน 292,071.35 บาท จำเลยทั้งสี่ได้ปล่อยปละละเลยการปฏิบัติการตามหน้าที่และจงใจให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 146,035.67 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้จำนวน 146,035.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2542 จนถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2543 เป็นเงิน 10,952.68 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 156,988.35 บาท และร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 146,035.67 บาท นับจากวันที่ 9 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งหัวหน้างานบริหารการฝึกอบรมวิทยาลัยการปกครอง ไม่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในการควบคุมดูแลการใช้และการรักษารถยนต์ของโจทก์ที่ให้วิทยาลัยการปกครองไว้ใช้ในราชการ และไม่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมหานคร การที่นายอุทิศ ขับรถยนต์ของโจทก์ดังกล่าวไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอกจนกระทั่งโจทก์ถูกฟ้องและศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1945/2542 ให้นายอุทิศและโจทก์ร่วมกันรับผิดนั้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องไล่เบี้ยจำเลยที่ 1 เพราะนายอุทิศขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 มิได้ประมาท ทั้งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 กำหนดให้เจ้าหน้าที่รับผิดเฉพาะกรณีจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า กรณีเกิดการละเมิดโดยเจ้าหน้าที่หลายคนมิให้นำหลักเรื่องลูกหนี้ร่วมมาใช้บังคับ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยอื่น และคดีโจทก์ก็ขาดอายุความ 2 ปี ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 10 ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า ขณะเกิดเหตุรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมหานคร อยู่ในการควบคุมดูแลของหมวดยานพาหนะ ไม่ได้อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าหมวดงานอาคารและสถานที่ เพราะมิได้มีการมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหายเนื่องจากนายอุทิศ เจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์นำรถยนต์คันดังกล่าวไปใช้โดยพลการจำเลยที่ 2 มิได้เป็นตัวการหรือตัวแทนของนายอุทิศ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายอุทิศเอง จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิด ทั้งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 จำเลยที่ 2 จะรับผิดเฉพาะกรณีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น และคดีโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 10 แล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่ทราบความมีอยู่ของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมหานคร เนื่องจากจำเลยที่ 3 เพิ่งได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้มาอยู่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ 5 ของวิทยาลัยการปกครองเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2537 และไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าหมวดอาคารและสถานที่ จำเลยที่ 3 มีหน้าที่ด้านธุรการเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ควบคุมดูแลการใช้รถยนต์คันดังกล่าวเพราะมิได้มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 38 วรรคสาม จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 4 มีตำแหน่งเป็นเพียงลูกจ้างประจำในสังกัดของโจทก์ มีหน้าที่ตัดหญ้าและทำความสะอาดในบริเวณวิทยาลัยการปกครองเท่านั้น ไม่มีหน้าที่ขับรถยนต์หรือดูแลรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ย - 2862 กรุงเทพมห
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง